แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุศราคัมการบัญชี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุศราคัมการบัญชี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค3)

สำหรับคนที่อ่าน  เมื่อเจอหมายเรียก  ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่าง  (ภาค 1-2)  มาแล้ว  และกำลังตัดสินใจว่าจะเครีย  ปิดบัญชีให้เรียบร้อย  ภาค3 นี้

ฝ้ายจะแจงรายละเอียดให้ค่ะ  ว่าจะมีค่าใช้จ่าย  อะไรที่เกิดขึ้นบ้าง  และจะเสียค่าปรับอยู่ที่เท่าไหร่กัน 

สำหรับกิจการที่ไม่มีรายการค้าเลย  ภาคแรกตามที่ฝ้ายแจ้งไป  ค่าจัดทำงบการเงินรวมค่าสอบบัญชี   ราคาตลาดจะอยู่ที่  8,000-12,000  (ราคาต่อปี)

ซึ่งไม่รวมค่าบริการอื่นๆ    เพื่อเป็นการช่วยทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายค่ะ  ฝ้ายรับทำอยู่ที่  6,000  บาท รับทำบัญชีทั่วประเทศค่ะ

งั้นเราลองมาคำนวนคร่าวๆนะคะค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเสียประมาณเท่าไหร่


หลังจากเราจ่ายค่าปรับตำรวจแล้ว  ก็รีบติดต่อจัดทำงบการเงินและนำส่งให้เรียบร้อยค่ะ

(ถ้าจ่ายค่าปรับอย่างเดียวแต่ไม่นำส่ง  จะเกิดอะไรขึ้น  ปีถัดมามีหมายเรียกมาอีก  ก็ต้องจ่ายไปเรื่อยๆ อย่างนี้ทุกปีค่ะ)


 
สมมติเริ่มเปิดกิจการ  ปี 2555 ปัจจุบัน  2557  ต้องนำส่งงบการเงิน  31  พค 2558


ค่าบริการ+ค่าสอบบัญชี   3ปี  (2555-2557)          19,500    (ราคานี้เป็นราคางบเปล่าไม่มีรายการค้า  ถ้ามีรายการเคลื่อนไหวอาจปรับราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย)
ค่าปรับยื่นงบการเงินล่าช้า 2556                           12,000  
ค่าปรับ  ภงด 50  2556                                            2,000    (ถ้ามีภาษีต้องเสียจะมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มค่ะ)
           รวม                                                            32,000                             


สำหรับท่านใดที่ไม่มีเงินก้อนแต่อยากทำให้เรียบร้อย  สามารถทยอยยื่นได้ค่ะ

สามารถดูตารางค่าปรับได้ใน  เมื่อเจอหมายเรียกไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร  ภาค1  ค่ะ

เรามีขั้นตอนแนะนำง่าย ๆ ค่ะ ว่าจะทำอะไรก่อนเผื่อสับสน

1  ถ้าอ่านตามนี้แล้วยังไม่เข้าใจ  และกังวล  โทรหาเราได้ฟรีค่ะ  ยินดีให้คำปรึกษา  ADD LINE มาคุยกันก็ได้ค่ะ  ติดต่อคุณฝ้าย  089-6386450  ID LINE     buacc    
(เวลาทำการ จันทร์-เสาร์ 9.00 - 17.00)

2  พบตำรวจไปจ่ายค่าปรับยื่นงบการเงินล่าช้า ปี2556  12,000 ที่กรมพัฒน์แล้วเอาใบเสร็จมาปิดเรื่องกับตำรวจ

3  จัดทำบัญชีให้เป็นปัจจุบัน ยื่นงบการเงินให้เรียบร้อยทั้งกรมพัฒน์  และสรรพากร

4  ถ้าไม่อยากประกอบธุรกิจ  แจ้งเลิกกิจการเลยค่ะ


สำหรับผู้ที่อ่านไม่ครบทุกภาค  สามารถ เข้าไปอ่านได้ตามลิ้งค์ด้านล่างค่ะ



เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค1)


http://nukbunche.blogspot.com/2014/12/3.html


เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค2)


http://nukbunche.blogspot.com/2014/12/2.html


เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค3)


http://nukbunche.blogspot.com/2014/06/blog-post.html

เมื่อเจอหมายเรียกไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค2)

บางท่านที่ได้อ่านภาคแรกไปแล้ว  ลองดูภาคสองเพิ่มเติมนะคะ  เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

ลูกค้าหลายรายโทรมาปรึกษาเรา  แล้วอย่างนี้เราควรจะเข้าไปพบตำรวจดีไหมนะ  แล้วถ้าไม่ไปหล่ะ  ไม่อยากเสียค่าปรับเลย 

ธุรกิจก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใดแค่เปิดบริษัทไว้เฉยๆ

เรามาดูข้อดีและข้อเสียกันค่ะ  ก่อนตัดสินใจค่ะ

ข้อดี

1  ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดทำงบการเงินค่ะ  เพราะการปิดงบนั้น  ต้องปิดบัญชีตั้งแต่เริ่มกิจการค่ะ  สมมติว่าไม่ได้ส่งงบการเงินมาเป็นเวลาหลายปี  

ค่าใช้จ่ายในการปิดงบนะคะ  ตามราคาตลาดงบเปล่า  ไม่มีรายการค้า  จะอยู่ที่  8000  -  12,000  ต่อปี  ซึ่งเมื่อนับจำนวนปีที่คุณไม่ได้ส่งงบการเงินแล้ว  

ก็มากโขอยู่ค่ะ  เช่นเริ่มเปิดกิจการตั้งแต่ปี  2555  ปัจจุบัน คือ 2557  ผ่านมาแล้ว  3 ปี  คูณเอาง่าย ๆ 3*8,000  รวม  24,000  ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าปรับต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น 

ข้อเสีย

1  เมื่อคุณโดนหมายเรียกแล้วไม่เข้าไปพบตำรวจ  เสี่ยงมากเลยนะคะ  เพราะว่าหากเรามีคดีความ  หรือบังเอิญ  ซวย   ต้องขึ้นโรงพัก  ขึ้นศาลชื่อของคุณมันอยู่

ในระบบของทางตำรวจ  นั่นไง  คนนี้โดนหมายแล้วไม่เข้าไปพบ  เกิดตรวจสอบเช็กประวัติเรา  มันออนไลน์นะคะ  แล้วจะทำอย่างไรดี  เลือกเอาค่ะ  ตอนหมาย

มาเข้าไปเจรจา  ทางพี่ตำรวจเค้าก็จะให้เราไปจ่ายค่าปรับกรมพัฒน์ 12000 แล้วเอาใบเสร็จมาปิดเรื่องค่ะ  ครั้งแรกออกหมายเรียก  ครั้งสองออกหมายจับ  

ครั้งสามออกหมายศาล  กรณีที่โดนหมายเรียกครั้งแรก  ซึ่งถ้าไม่จ่ายเครียให้เรียบร้อย  ค่าปรับในชั้นศาลสูงสุดที่ 50,000 สารภาพผิดแล้วจ่ายค่าปรับเป็นอันจบเรื่อง


2  สำหรับบางคนที่ทำงาน  หรือจะเข้าไปทำงาน  องค์กรใหญ่ๆ ราชการ  รัฐวิสาหกิจ  บริษัทข้ามชาติ   ดูด้วยนะคะ  บางที่เช็คประวัติเรา  ว่ามีคดีอะไรติดตัวหรือไม่  ซึ่งปัจจุบัน  บริษัท ใหญ่ ๆ เค้าเช็ค  ก่อนรับคนเข้าทำงานค่ะ  อาจทำให้คุณไม่ได้งานในที่ใฝ่ฝันค่ะ  ถ้าถามว่า  แล้วอย่างนี้ใครโดนบ้าง  บอกเลยค่ะไม่รอด  กรรมการทุกคน  ฝ้ายแนะนำให้ปรึกษากันนะคะ  ว่าจะแจ้งเลิกกิจการดีไหม  เพราะตอนจดกิจการเราก็แจ้งทางกรมพัฒน์  ตอนเลิกก็ต้องแจ้งเช่นกันค่ะ


3  เรื่องมิจฉาชีพ  เคยดูข่าวไหมคะว่า  มีคนแอบอ้างชื่อบริษัท  ไปกระทำให้บุคคลภายนอกเสียหาก  แด่วนี้มิจฉาชีพเยอะมาก  มีเทคนิคกระทำความผิดหลากหลายวิธี  สื่ออิเล็กทรอนิกส์  เข้าถึงได้ง่าย  เค้ามีวิธีเช็ครายละเอียดข้อมูลได้อยู่แล้วค่ะ  ถ้าให้คิดร้ายๆ นะคะ  เอาชื่อบริษัทเราไปหลอกชาวบ้าน  แล้วยังไง
กรรมการไม่มีใครรู้เรื่องซักคน  วันนึง  เกิดฟ้องร้องบริษัท  แน่ะ  ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลย   จู่ๆก็โดนฟ้องร้อง  ทำยังไงหล่ะทีนี้เรื่องใหญ่ขึ้นศาล  ติดต่อทนายความค่ะ  ขึ้นโรงขึ้นศาลต่อสู้คดีกันต่อไป  ว่าเราไม่ใช่ผู้กระทำความผิดนะ


4  นอกจากค่าปรับกรมพัฒน์แล้ว  ก็ยังมีค่าปรับ สรรพากรค่ะ  ซึ่งสรรพากรมีอำนาจในการประเมินภาษีเราค่ะ  ตรวจบริษัทเราย้อนหลังได้ถึง  5  ปี  ลูกค้าบางราย  มีรายได้แต่ไม่ยอมนำส่งงบการเงิน  วันดีคืนดี  โดนสรรพากรสุ่มตรวจไปแจ๊คพอตแตกเลยค่ะ  โดนประเมินภาษีเป็นล้านก็มีค่ะ  (ขึ้นอยู่กับขนาด  และรายได้ของธุรกิจ)


อย่าลืมติดตามอ่านเมื่อเจอหมายเรียกไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค3) ภาคนี้สำหรับคนตัดสินใจที่จะเครียปัญหาต่าง ๆ ให้เรียบร้อยแล้วตั้งใจจะทำทุกอย่างให้เรียบร้อย  เราจะมาแจงรายละเอียดให้ฟังกันค่ะ  ว่าค่าใช้จ่าย  มีอะไรบ้าง

เห็นไหมคะว่าการเปิดบริษัท  ทิ้งไว้  แล้วไม่นำส่งงบการเงิน  อาจทำให้คุณมีปัญหาหลายๆ อย่างตามมา  ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยค่ะ  ถ้ากำลังเจอปัญหาแบบนี้อยู่

โทรหาเราได้ค่ะ  ยินดีที่ได้ช่วยเหลือ  ให้คำแนะนำทุกท่านฟรีค่ะ


ติดต่อคุณฝ้าย  089-6386450  ID LINE     buacc      
(เวลาทำการ จันทร์-เสาร์ 9.00 - 17.00)




สำหรับผู้ที่อ่านไม่ครบทุกภาค  สามารถ เข้าไปอ่านได้ตามลิ้งค์ด้านล่างค่ะ



เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค1)


http://nukbunche.blogspot.com/2014/12/3.html


เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค2)


http://nukbunche.blogspot.com/2014/12/2.html


เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค3)


http://nukbunche.blogspot.com/2014/06/blog-post.html


วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จดทะเบียนแบบไหนดี



     เมื่อจะเริ่มต้นประกอบกิจการ   จะจดทะเบียนแบบไหนดี
     
1. บุคคลธรรมดา
            หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “ธุรกิจเจ้าของคนเดียว” ลักษณะของกิจการประเภทนี้คือ การตัดสินใจต่าง ๆ เป็นสิทธิของผู้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียว การตัดสินใจต่าง ๆ อยู่ในลักษณะ คิดคนเดียว ทำคนเดียว  ซึ่งผลดีคือตัดสินใจง่ายและรวดเร็ว   แต่ผลจากการคิดคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นผลดี…ได้ กำไร หรือเป็นผลเสีย….ขาดทุน ก็รับผลคนเดียวเต็ม ๆ  ซึ่งลักษณะธุรกิจประเภทนี้จะดีมากถ้าเจ้าของไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนหมุน เวียน เพราะธุรกิจประเภทนี้ไม่สามารถระดมทุนจากใครได้
ลักษณะการเสียภาษี เป็นไปตาม “อัตราก้าวหน้า”   ซึ่งหมายถึง  ถ้ารายได้มากก็จะเสียภาษีมาก โดยอัตราภาษี สูงสุด ถึง 37% ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย   นั่นคือ ค่าใช้จ่ายจะถูกกำหนดไว้ เป็น 2 ลักษณะ  คือ อัตราเหมา ( กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัวตามประเภทของธุรกิจ)    และค่าใช้จ่ายตามจริง   (ต้องอ้างอิงเอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สรรพากรยอมรับได้   หลังจากนั้นจึงนำมาหักค่าลดหย่อนส่วนตัว จึงจะเป็นฐานภาษีสำหรับคำนวณภาษีที่ต้องชำระ 
           
2.นิติบุคคล
           
               เป็นรูปแบบธุรกิจที่บุคคล 2 คนขึ้นไป ตกลงทำกิจการร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งเป็นผลกำไร ตามอัตราส่วนที่แต่ละคนได้ลงทุน ซึ่งแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คือ
1.      หุ้างหุ้นส่วนสามัญ
      - ลักษณะธุรกิจประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนิติบุคคล 
      - ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน
      - ถ้าไม่จดทะเบียนจะมีสถานะเป็นคณะบุคคล
                 - ถ้าจดทะเบียน มีสถานะเป็นนิติบุคคล เรียกว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล"
                
                การจัดทำบัญชีและเสียภาษี การเสียภาษีเงินได้ของคณะบุคคลจะเสียภาษีเงินได้เหมือนกับบุคคลธรรมดาที่แยกออกจากตัวบุคคล ถือเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งตามมาตรา 56 วรรค (2) ของประมวลรัษฏากร นอกจากนี้เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ด้วย

           2 . ห้างหุ้นส่วนจำกัด
                 - ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 
                 - ความรับผิดชอบของผู้เป็นหุ้นส่วนแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
                 - ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดชอบในหนี้สินจำกัด ไม่เกินเงินที่ได้ลงทุนไป ซึ่งหุ้นส่วน ประเภทนี้จะไม่มีสิทธิในการตัดสินใจในกิจการ
- ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดชอบในหนี้สิน “ไม่ จำกัดจำนวน” ในที่นี้คือ “หุ้นส่วนผู้จัดการ” ซึ่งหุ้นส่วนประเภทนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบ และมีสิทธิเต็มที่ในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของกิจการ
    
                การจัดทำบัญชีและเสียภาษี มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี เหมือนกรณีตั้งบริษัท และเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
           3 . บริษัทจำกัด
                 มีลักษณะจำเพาะดังนี้คือ
                 -   แบ่งเงินลงทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นละ เท่า ๆ กัน
                 -   มีผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ไม่น้อยกว่า 3 คน
                 -   ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบถ้วน
                 -   มีสภาพเป็นนิติบุคคล
                 -   สามารถระดมทุนได้มากและง่าย
                 -       ลักษณะการตัดสินใจในการบริหารงานเป็นในรูปของคณะกรรมการบริษัท จึงทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าแบบบุคคลธรรมดา
                  
                 การจัดทำบัญชีและเสียภาษี   มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี และเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
รายละเอียด
เจ้าของคนเดียว
ห้างหุ้นส่วน
บริษัทจำกัด
1. เงินลงทุน
มีเงินทุนจำกัด
ระดมทุนได้มากขึ้น
ระดมทุนได้ง่ายและมาก
2. การบริหารงาน
มีอำนาจตัดสินใจคนเดียว
ต้องปรึกษากับหุ้นส่วน
บริหารโดยคณะกรรมการบริษัท
3. ความรับผิดในหนี้สิน
เต็มจำนวน
- เต็มจำนวน(กรณีไม่จำกัดความรับผิดชอบ)
- จำกัด ไม่เกินมูลค่าหุ้น (กรณีจำกัดความรับผิดชอบ)
จำกัดเฉพาะมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ
4. ผลกำไรขาดทุน
รับเพียงคนเดียว
เฉลี่ยให้ผู้เป็นหุ้นส่วน
จ่ายเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่ถือ
5. ภาษีเงินได้
ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37%
ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37%   แต่ถ้าจดเป็นนิติฯ จะเสีย 15%-30% กรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี
อัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ (SME เสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า 15%-30%) ในกรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี
6. ความน่าเชื่อถือ
ต่ำ
ปานกลาง
สูง

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค1)



มีลูกค้าหลายราย  โทรเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับ  หมายเรียก  จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มิได้นำส่งงบการเงิน  ซึ่งตามกฎหมายบังคับให้มีการยื่นงบการเงินประจำปี  สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิได้นำส่งงบการเงินประจำปีก็อาจเป็นเหตุให้ได้รับหมายเรียกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปัจจุบันทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  จะลิสรายชื่อบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล  ที่มิได้นำส่งงบการเงินประจำปี  ส่งให้ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการออกหมายเรียกให้เราไปจ่ายค่าปรับ  สูงสุดถึง 50,000 บาทเลยหล่ะค่ะ

สำหรับในปีนี้ท่านใดที่ยื่นงบการเงินไม่ทันแล้ว  หรือโดนหมายเรียก  สามารถโทรมาปรึกษาเราได้ค่ะ(ไม่มีค่าใช้จ่าย  ยินดีให้คำแนะนำฟรีค่ะ)

โดนหมายเรียก หรือมิได้ยื่นงบการเงิน  เราจะทำอย่างไรดี  คำถามยอดฮิตเลยค่ะ

อันดับแรกที่ควรทำคือ  เมื่อถูกหมายเรียก  ควรติดต่อหาผู้จัดทำบัญชี  ให้โดยเร็ว  แล้วรีบดำเนินการจัดทำงบการเงินให้เป็นปัจจุบัน  โดยปกติอายุความ  จะ  1  ปีทั้งในส่วนของ  กรมพัฒ  และ สรรพากร  (ค่าปรับในส่วนนี้เป็นค่าปรับยื่นงบการเงินล่าช้าค่ะ  เช่น  โดยปกติ  งบการเงินปี 2555  จะต้องยื่นภายใน 31/5/56  แต่เรามิได้ยื่นใช่ไหมค่ะ  อายุความ  นับไปอีก 1 ปี ค่ะ  หลังจาก 31/5/57  คือวันที่  1/6/57  เป็นต้นไป  สามารถยื่นงบการเงินปี 55 โดยไม่เสียค่าปรับ (ยื่นงบการเงินล่าช้าค่ะ)  แต่งบการเงินปี 56  เราก็ต้องยื่นนะคะ  สำหรับท่านใดที่ยื่นงบการเงิน ปี 2556 ไม่ทันแล้ว  ภายใน 31/5/57 ที่สิ้นสุดระยะเวลาการยื่น  ภายในสองเดือนนับแต่สิ้นสุดระยะเวลาการยื่น  แค่ปรับกรมพัฒน์ ยื่นงบการเงินล่าช้าอยู่ที่ 2,000  บาทค่ะ  เกินจากนั้น  ดูตามเรต  รูปภาพที่แนบให้ดูเลยค่ะ  ข้อควรระวังนิดนึงนะคะ  ตอนนี้เลยระยะเวลาการยื่นแล้วค่ะ  สำหรับ  บจก. ที่อนุมัติงบการเงินไม่ทัน  30/4/57  จะเสียค่าปรับเพิ่มค่ะในส่วนที่อนุมัติการเงินไม่ทัน  บริษัท 6,000  บาท  กรรมการ 6,000  บาท  (สรุปต้องเสียค่าอนุมัติงบการเงินไม่ทัน  และค่ายื่นงบการเงินล่าช้า)  

หากเรายื่นแบบแสดงรายการให้เป็นปัจจุบันแล้ว  ยังไม่ได้หมายความว่าเราจะพ้นผิดในส่วน  หมายเรียกที่  ทาง  สนง ตำรวจส่งมา  แต่อายุความนี้จะหมดภายใน  5 ปี   หากเราไม่สบายใจก็ไปพบตำรวจ ทางตำรวจก็จะให้เราไปจ่ายค่าปรับกรมพัฒน์ 12000แล้วเอาใบเสร็จมาปิดเรื่อง  เพราะถ้าไม่เข้าไปพบกับทางตำรวจ  รายชื่อเราก็ยังโชว์ว่ายังไม่เคลียให้เรียบร้อยในส่วนนี้ซึ่งค่าปรับสูงสุดจะอยู่ที่ 50,000 บาท

ถ้าเราคิดว่าจะไม่ทำธุรกิจแล้วแนะนำให้ยื่นงบการเงินให้เป็นปัจจุบัน  เคลียกับทางกรมพัฒน์ ตำรวจ  สรรพากรให้เรียบร้อย  แล้วจดเลิกบริษัทไปเลยค่ะ  จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดทำบัญชี  ตลอดค่าปรับต่างๆ ที่ตามมาค่ะ


ท่านใดที่อ่านภาคแรกแล้วกำลังสงสัยว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี  อย่าลืมติดตามอ่านภาคสองนะคะ  เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจค่ะ


หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม  โทรมาปรึกษาเราได้ค่ะ  ยินดีให้คำปรึกษาฟรี  ไม่มีค่าใช้จ่าย



ติดต่อคุณฝ้าย  089-6386450  ID LINE     buacc   
(เวลาทำการ จันทร์-เสาร์ 9.00 - 17.00)






เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค1)




http://nukbunche.blogspot.com/2014/12/3.html




เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค2)




http://nukbunche.blogspot.com/2014/12/2.html




เมื่อเจอหมายเรียก ไม่ส่งงบการเงินควรทำอย่างไร (ภาค3)




http://nukbunche.blogspot.com/2014/06/blog-post.html




วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ทำบัญชีอย่างไรให้สรรพากรยอมรับได้



1.ผู้ทำบัญชี จะต้องมีคุณสมบัติโดยเป็นผู้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย มีความรู้ภาษาไทย ไม่เคยต้องโทษจำคุก ในความผิดตามกฎหมายบัญชี/สอบบัญชี เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปีมีคุณวุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี / สอบบัญชีหรือเทียบเท่า เข้าอบรมพัฒนา วิชาชีพต่อเนื่อง อบรม 3 ปี 27 ชั่วโมง (เนื้อหาเกี่ยวกับบัญชีไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง แต่ละปีต้องเข้ารับ การอบรมพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องทางวิชาชีพไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง) และต้องแจ้งรายละเอียดการ อบรม ตามแบบ ส.บช.7 ต่ออธิบดีภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของทุกปี
2.ต้องมีระบบบัญชี ที่ดี มีเอกสารการรับเงินจ่ายเงิน สต็อกสินค้า ส่งสินค้าให้ครบถ้วนตา พระราช บัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประมวล รัษฎากร เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดสำหรับการเข้าตรวจสอบของสรรพากร
3.ประเภทธุรกิจที่ แตกต่างกัน ก็จะมีรายละเอียดในการทำบัญชีแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจบริการ ต้องไม่ลืมที่จะคำนวณ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่เกิดการให้บริการ หรือธุรกิจผลิตสินค้า ต้องตีความ ให้ถูกต้องว่าสินค้าใดผลิตเพื่อขาย สินค้าใดรับจ้างผลิต ซึ่งจะมีการลงบัญชีแตกต่างกัน สำหรับธุรกิจ นำเข้า-ส่งออก จะต้องตรวจสอบพิกัดสินค้าที่นำเข้า หรือส่งออก เพราะหากมีการลงพิกัดผิด ก็อาจจะถูก ปรับเสียค่าใช้จ่ายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อ ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นธุรกรรม ประเภทใด การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการให้เช่า ก็จะมีการลงบัญชีที่แตกต่างกัน
4.นักบัญชีที่ดี ต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทางบัญชี เช่น พระราชบัญญัติ การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรฐานการบัญชี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการจัดการห้างหุ้นส่วน และบริษัท พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ ประมาลรัษฎากร กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ประกาศของกรมทะเบียนการค้า และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น
5.หน้าที่ของผู้จัด ทำบัญชี นอกจากจะต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้องแล้ว กรณีปกติ ผู้จัดทำบัญชี จะต้องเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี กรณีเลิกกิจการ ก็ต้องเก็บเอกสารจนกว่าจะส่งมอบให้สารวัตรบัญชีและสารวัตรบัญชีเก็บไว้อย่าง น้อยอีก 5 ปี (ส่งมอบภายใน 90 วันขยายได้ถึง 180 วัน) กรณีถูกตรวจสอบ อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีแต่ไม่เกิน 7 ปี
6.การทำบัญชีให้ถูกต้อง ด้วยหลักการความรู้ทางบัญชี ภาษี และกฎหมาย รวมถึงการเก็บรักษาบัญชี ให้ครบถ้วน ช่วยลดปัญหาความยุ่งยากกับสรรพากร อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ให้กับองค์กรอีกด้วยของทุกปี


ที่มา http://www.pwaaccount.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539319673&Ntype=8

หลักในการวางระบบบัญชีที่ดี



1.อย่าทำการวางระบบบัญชี หรือปรับปรุงตามแฟชั่นหรือตามอย่างผู้อื่น โดยไม่มีความมุ่งมั่น และตั้งใจจริง เนื่องจากการวางระบบจะต้องมีความครบถ้วนถูกต้องของรายการที่เกิดขึ้น การกระทำการใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงการบันทึกรายการบัญชีด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามเป็นการเสี่ยงต่อความสูญเปล่าทั้ง ความพยายาม ความตั้งใจ เวลา และทรัพย์สินเงินทอง เนื่องจากจะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อใช้ในการบริหารงาน
2.การวางระบบบัญชีที่ดี นั้นจะต้องมีการสอดคล้องไปกับธรรมชาติของการทำงาน และการดำเนิน ธุรกิจที่เป็นจริง ระบบต่างๆ ที่มีการสร้างขึ้นมาจะต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการดำเนินงาน ไม่ทำให้เกิดการผิดพลาดได้อย่างง่ายดาย และผู้ใช้งานข้อมูล ผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการ ควรจะรู้ความต้องการของตนเองก่อนที่จะให้ผู้วางระบบบัญชีทำการวางระบบบัญชี เพื่อที่จะให้การวางระบบสามารถรองรับความต้องการของผู้บริหารหรือเจ้าของ กิจการได้
3.ระบบบัญชีที่มีการควบคุม ภายในอย่างดีเยี่ยมสามารถป้องกันการทุจริตอย่างได้ผลในทุกเรื่อง อาจไม่ใช่ระบบบัญชีที่ดีที่สุดเสมอไป แต่ระบบบัญชีที่ดีนั้นหมายถึง ระบบบัญชีที่มีความ สอดคล้องกับการทำงานและมีการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับ สภาพการดำเนินธุรกิจ และขนาดของกิจการนั้นๆ รวมถึงจะต้องสอดคล้องต่อนโยบายในการดำเนินกิจการด้วย ดังนั้นระบบบัญชีที่เหมาะสมใช้งานได้ดีในกิจการแบบเดียวกันแห่งหนึ่ง อาจไม่สามารถใช้ได้ดี กับอีกแห่งหนึ่งก็ได้
4.ระบบบัญชีที่ดีจะต้องมี การเสนอรายงานตามระยะเวลาที่เหมาะสม การเสนอรายงานบางอย่าง ช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นแม้เพียงชั่วเวลาเดียว คุณค่าของรายงานอาจจะเหลือเท่ากับศูนย์ หรือรายงานที่มากเกินไปจะทำให้เกิดการสับสน และแบ่งแยกความสนใจในรายงานที่สำคัญไป
5.ควรเลิกเชื่อว่าระบบ บัญชีและการทำงานต่างๆ ควรจะกำหนดหรือวางรูปแบบ มาจากฝ่าย บัญชีหรือนักบัญชี หรือ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่การวางระบบบัญชีจำเป็นต้อง ใช้ศิลปและศาสตร์หลายแขนง ดังนั้น การวางระบบบัญชีที่ดีและเหมาะสมกับกิจการจะต้อง กิดจากการรวมตัวของแผนกต่างๆในบริษัท และนักบัญชีที่มีประสบการณ์ ทั้งบัญชีการเงิน บัญชีบริหาร บัญชีต้นทุน และบัญชีภาษีอากร
ผู้วางระบบบัญชีหรือฝ่าย บัญชีจะต้องเป็นผู้มีใจกว้าง ยอมรับคำแนะนำหรือ ข้อขัดแย้งจาก ผู้อื่นและจะต้องได้รับการยอมรับจากทุกๆ ฝ่ายโดยเฉพาะผู้บริหาร สามารถประสานงาน และอธิบายเหตุผลต่างๆได้อย่างชัดเจน กรณีที่ฝ่ายบัญชีไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ อาจต้องพึ่งพา บุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติมาชดเชย


ที่มา http://www.pwaaccount.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539319676&Ntype=8

สิทธิของผู้เสียภาษี


ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิตามกฎหมายโดยสรุปดังนี้
2.1 การผ่อนชำระภาษี
       - ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91ที่มีจำนวนเกินกว่า 3,000 บาท สามารถแบ่งจ่ายงวดละเท่าๆกัน ไม่เกิน 3 งวด โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม
       - ภาษีอากรที่ค้างชำระ โดยยื่นคำร้องขอผ่อนภายใต้หลักเกณฑ์การผ่อนชำระของกรมสรรพากร

2.2 การยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษี  (สำคัญมาก)
        กรณี ที่ผู้เสียภาษีถูกประเมินภาษีอากร หากไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือ (แบบ ภ.ส.6) ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน และหากได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วยังไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาล ภาษีอากรได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ผู้เสียภาษีไม่มีสิทธิอุทธรณ์ใดๆ และต้องชำระภาษี พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมินให้ครบถ้วน
2.3 ขอทุเลาการชำระภาษีอากรโดยจัดให้มีหลักประกันการชำระหนี้ภาษีอากรค้าง
        การ ใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการเสียภาษีอากร ผู้เสียภาษีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ชำระภาษี มีหน้าที่ต้องชำระภาษ๊ตามการประเมินนั้น ภายในกำหนดเวลาที่ได้แจ้งไว้ในหนังสือแจ้งการประเมิน อย่างไรก็ตาม หากต้องการรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคำพิพากษา ผู้เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษี โดยจัดให้มีหลักประกันการชำระหนี้ภาษีอากรด้วยหลักทรัพย์ต่างๆ ภายใต้หลักเกณฑ์ตามระเบียบของกรมสรรพากร
2.4 ของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร
       ผู้ เสียภาษีที่มีหน้าที่ยื่นแบบฯ และชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หากมิได้ยื่นแบบฯ หรือชำระภาษีภายในกำหนดเวลา ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายนอกเหนือจากเงินภาษีที่ต้อง ชำระอีกด้วย อย่างไรก็ดี หากการกระทำความผิดมีเหตุอันควรผ่อนผัน ผู้เสียภาษีอาจมีคำร้องเป็นหนังสือของดหรือลดเบี้ยปรับและอาจได้รับการ พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ สำหรับเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจเจ้าพนักงานฯงดหรือลดให้ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษี และได้มีการชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว เงินเพิ่มจะลดลงมาเหลือเพียงกึ่งหนึ่ง
2.5 ขอคัดเอกสารหรือขอสำเนาเอกสาร
       ผู้ เสียภาษีมีสิทธิขอคัดเอกสารหรือขอสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษี ของตนเองได้ เช่น ขอคัดสำเนาแบบแสดงรายการภาษีของตนเอง หรือใบเสร็จรับเงินค่าภาษีแต่ละประเภทที่เป็นของตนเอง เป็นต้น   

ที่มา http://www.pwaaccount.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539290904&Ntype=8

ข้อควรระมัดระวังในการเลือกผู้ตรวจสอบบัญชี


1. เลือกใช้บริการผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ที่มีการปฏิบัติงานตามวิชาชีพและรักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเป็นอย่างดี จะทำให้รู้ข้อผิดพลาดจากการทำบัญชีหรือการยื่นแบบชำระภาษีที่อาจถูกประเมิน ภาษีอากรได้ล่วงหน้า และแก้ไขได้ทันที ดูรายชื่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ที่  www.dbd.go.th
2. ตรวจสอบข้อมูลรายชื่อและที่อยู่ของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี จากเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หัวข้อ "ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี เลือกรายชื่อ ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี"  ควรใช้ผู้สอบบัญชีในพื้นที่จะได้รับประโยชน์, ทราบปัญหาได้รวดเร็วกว่า และแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที
3. ในกรณีที่ผู้ประกอบการใช้บริการโดยผ่านสำนักงานบัญชี ท่านจะต้องเก็บหลักฐานหนังสือตอบรับงานการตรวจสอบและรับรองบัญชี ที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร เป็นผู้จัดทำ และท่านลงนามเห็นชอบในข้อตกลงดังกล่าวด้วย
4. กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภงด.50) พร้อมงบการเงิน ท่านควรตรวจสอบรายการในส่วนของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ในแบบแจ้งข้อความของกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ ว่าได้มีผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ลงลายมือชื่อและแสดงความเห็นไว้ในส่วนนี้แล้ว
5. เมื่อมีการชำระภาษีอากรใด ๆ ท่านควรเรียกใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรที่ออกโดยกรมสรรพากรและสำเนาแบบแสดง รายการภาษี พร้อมทั้งงบการเงินจากสำนักงานบัญชีหรือผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี  (ควรเรียกใบเสร็จรับเงินและหักภาษี ณ ทีจ่าย จากผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีด้วย)
6. ติดตามข่าวสารและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ทำบัญชีและผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี จากหน่วยงานกรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ที่มา http://www.pwaaccount.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539290903&Ntype=8

หน้าที่ของผู้ประกอบการรายใหม่



1. ยื่นแบบและชำระภาษีตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ได้แก่
    1.1 การยื่นแบบ ภงด.1 สำหรับการจ่ายเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่ละเดือนภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
    1.2 การยื่นแบบ ภงด.3 และ 53 สำหรับการจ่ายค่าใช้จ่ายเช่นค่าเช่า, ค่าขนส่ง, ค่าโฆษณา, ค่าจ้างทำของ, ค่าบริการฯ ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย  ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป หากเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมีภาษีชำระหรือไม่ หากไม่ยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจะต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วย
    1.3 การยื่นแบบ ภงด.50 สำหรับการเสียภาษีประจำปี ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแต่ละปี
    1.4 การยื่นแบบ ภงด.51 สำหรับการเสียภาษีครึ่งปี (6 เดือน) ภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีครึ่งปี
   


2. มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและจดทะเบียนตามกฎหมายกำหนด ได้แก่
    2.1 การขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ตามแบบ ลป.10 ภายใน 60 วันนับจากวันที่จดทะเบียนธุรกิจ (หรือยื่นแบบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรก็ได้)
    2.2 การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภพ.01 เมื่อเริ่มต้นประกอบกิจการ หรือ เมื่อรายได้ถึง 1.8 ล้านต่อปี ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วัน (หรือยื่นแบบผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรก็ได้)


3. จัดทำเอกสารหลักฐานและบัญชีตาม พรบ.การบัญชี 2543 (บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องมีผู้ทำบัญชีของกิจการ)

4. ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานเมื่อได้รับหนังสือเชิญพบ

5. ชำระภาษีอากรตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนดเวลา

6. ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากรให้ครบถ้วนและถูกต้อง

7. ไม่หลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือไม่ปิดบังซ่อนเร้นข้อมูลทางบัญชีและภาษีอากร


ที่มา  http://www.pwaaccount.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539290902&Ntype=8

5 คำถามยอดฮิตของผู้ทำบัญชี

5 คำถามยอดฮิตของผู้ทำบัญชี

งานบัญชี


ในบรรดาคำถามมากมายที่นักบัญชีมักจะถามเกี่ยวกับการเป็นผู้ทำบัญชีนั้น วันนี้เราได้รวบรวม 5 คำถามยอดฮิตของผู้ทำบัญชี มาฝากกัน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ทำบัญชีไม่ควรพลาด ดังนี้

1. ผู้ทำบัญชี คือใคร?

ผู้ทำบัญชี คือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้ประกอบการธุรกิจ ให้เป็นผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของกิจการแห่งหนึ่ง กฎหมายกำหนดให้กิจการหนึ่งแห่งจะต้องมีผู้ทำบัญชี 1 คน ซึ่งอาจเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี สมุห์บัญชี หัวหน้าแผนกบัญชี หรือผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ ก็ได้ ทั้งนี้ผู้ทำบัญชีหนึ่งคนจะรับทำบัญชีได้ไม่เกินปีละ 100 แห่ง

2. ผู้ทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

คุณสมบัติของผู้ทำบัญชีนั้นถูกกำหนดตามขนาดของธุรกิจ โดยผู้ทำบัญชีให้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ต้องมีวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา หรือ ปวส.ทางการบัญชี ส่วนผู้ทำบัญชีให้กับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ต้องมีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป หรือเทียบเท่า

3. นักบัญชีทุกคนต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีหรือไม่?

นักบัญชีทุกคนไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชี เพราะการเป็นนักบัญชีทั่วไปไม่ถือว่าเป็นผู้ทำบัญชี เนื่องจากผู้ทำบัญชีจะต้องเป็นบุคคลที่ผู้ประกอบการหรือนิติบุคคลมอบหมายให้ เป็นผู้มีหน้าที่ทำบัญชีและมีหน้าที่รับผิดชอบในการลงนามใน สบช.3 โดยผู้ทำบัญชีทุกคนจะต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภาย ใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่รับทำบัญชี

4. ชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชี (CPD) นับอย่างไร?

ผู้ทำบัญชีจะต้องมีการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD ย่อมาจาก Continuing Professional Development) เพื่อคงสถานะความรู้ทางวิชาชีพไว้ตลอดเวลา รวมทั้งเพิ่มพูมความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการทำบัญชี ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต
โดยจะต้องนับชั่วโมงให้ได้ไม่น้อยกว่า 27 ชั่วโมงในรอบ 3 ปี ทั้งนี้ใน 27 ชั่วโมงนั้น จะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการบัญชีไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง และเรื่องอื่น ๆ อีก 9 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยในรอบ 1 ปีจะต้องมีการพัฒนาความรู้ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง นอกจากนี้การเป็นวิทยากรสามารถนับได้ 3 เท่าของชั่วโมงบรรยาย โดยไม่ให้นับซ้ำหัวข้อเดิมในทุกรอบ
3 ปี และการเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษา นับได้วิชาละ 9 ชั่วโมงโดยไม่ให้นับซ้ำหัวข้อเดิมในทุกรอบ 3 ปี

5. การแจ้งการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ต้องทำอย่างไร?

ผู้ทำบัญชีต้องแจ้งการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทางอินเทอร์เน็ตใน www.dbd.go.th ภายใน 60 วันหลังจากสิ้นสุดปีปฏิทิน ซึ่งได้แก่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 มีนาคม ของปีถัดไปนั่นเอง
ทราบอย่างนี้แล้วผู้ทำบัญชีอย่าลืม ทำตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นให้ครบถ้วนนะคะ สำหรับผู้ที่เป็นนักบัญชีทั่วไป ก็ไม่ควรละเลยการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องเช่นกันค่ะ


ที่มา  http://th.jobsdb.com/TH/TH/V6HTML/Home/audit51.htm

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

เมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาท ต่อปี




เมื่อเริ่มธุรกิจรายรับที่ได้มาก็ไม่มากผู้ประกอบการขนาดเล็กๆ จึงมักไม่ค่อยคิดถึงเรื่องภาษี แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเจริญเติบโตเริ่มมีรายรับมากขึ้นมัวแต่ทำธุรกิจเพลินไป หลายคนไม่เคยนึกเอะใจว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ หลายคนเอะใจว่าควรต้องเสียภาษีเพราะมีรายรับมากขึ้นโดยความรู้สึกพื้นๆ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จะเริ่มต้นอย่างไร บางทีก็นึกไม่ออกก็เลยไม่เสียเลย ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อมีรายรับก็มีภาระภาษีตาม ส่วนจะต้องเสียหรือไม่เสีย หรือได้รับยกเว้นแค่ไหนเพียงใด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จริงๆ แล้วภาษีสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับรายรับที่ได้มาหลักๆ แล้ว ก็มีภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วแต่ว่าทำกิจการที่ต้องเสียภาษีใดสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการก็ควรจะทราบว่าตนเองจะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ มีจุดที่สังเกตได้ดังนี้

1. เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจให้ครวจสอบดูว่า ทำธุรกิจประเภทใดเนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ซึ่งความหมายของคำที่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีความหมายดังนี้


คำว่า “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใดๆ รวมทั้งสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า (มาตรา 77/1 (9) )

คำว่า ”ขาย” หมายความว่า การจำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะได้รับประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง...(มาตรา77/1(8) )

คำว่า ”บริการ” หมายความว่า การกระทำใดๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าโดยมิใช่การขายสินค้า และให้หมายความรวมถึง... (มาตรา 77/1 (9) )

ดังนั้นผู้ประกอบการที่มีการขายสินค้า หรือให้บริการต้องทราบตนเองว่ากำลังประกอบกิจการที่อยู่ในกิจการที่อยู่ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตัวอย่าง

นาย ก. เปิดร้านขายของชำ ในร้านมีการขายสินค้าจำพวก ยาสีฟัน สบู่ ขนมขบเคี้ยว ท็อฟฟี่ เครื่องใช้ในบ้าน ผงซักฟอก ไม้จิ้มฟัน ไม้ขีด ฯลฯ สินค้าทั้งหลายที่กล่าวมาล้วนแต่เป็น “สินค้า” ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม การขายสินค้าดังกล่าวจึงเป็นการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

นาย ข. เปิดร้านอาหาร มีโต๊ะให้แขกเข้ามารับประทานอาหาร มีคาราโอเกะ เกมออนไลน์ ฯลฯ นาย ข. ประกอบกิจการให้บริการซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

สรุป ผู้ประกอบการธุรกิจที่มีการขายสินค้า หรือให้บริการเพื่อหารายได้ ก็ล้วนแต่ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกือบทั้งนั้น
2. เมื่อทราบแล้วว่าประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการตาม 1 แล้ว ก็ต้องตรวจสอบต่อไปว่า การขายสินค้าหรือให้บริการที่ประกอบการนั้น เป็นการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ถ้าได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ไม่ต้องเอามาเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ ไม่ต้องมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพาการ สำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นนั้น (และก็ไม่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ)


การขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มปรากฏรายละเอียดตามมาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎกร ซึ่งสรุปแล้วมีดังนี้



  1. การขายพืชผลทางการเกษตร
  2. การขายสัตว์ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และในกรณีสัตว์ไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ส่วนต่างๆ ของสัตว์ ไข่ น้ำนม
  3. การขายปุ๋ย
  4. การขายปลาป่น อาหารสัตว์
  5. การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์
  6. การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
  7. การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษา
  8. การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม
  9. การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี หรือการว่าความ
  10. การให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการ (มีเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสสรพากรกำหนด)
  11. การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์
  12. การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน
  13. การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น
  14. การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ (มีเงื่อนที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด)
  15. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร
  16. การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล
  17. การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์
  18. การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น
  19. การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย
  20. การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น


การขายสินค้าหรือการให้บริการทั้ง 20 กรณีตามที่กล่าวข้างต้นได้รับยกว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการไม่ต้องนำรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ว่าจะมีรายรับเท่าใดก็ตาม

ตัวอย่าง


บริษัท ก. จำกัด ประกอบกิจการการขายสินค้า 5 ชนิดดังนี้

  1. ขายข้าวสารในประเทศ มีรายรับ 20 ล้านบาท/ปี
  2. ขายผลไม้สดส่งทั่วประเทศ มีรายรับ 5 ล้านบาท/ปี
  3. ขายเนื้อสัตว์ในประเทศ มีรายรับ 10 ล้านบาท/ปี
  4. ให้เช่าที่ดิน มีรายรับ 1 ล้านบาท/ปี
  5. เป็นร้านขายส่งเครื่องใช้สำนักงานต่างๆ มีรายรับ 1 ล้านบาท/ปี


จะเห็นได้ว่าการขายสินค้าและการให้บริการตาม 1 ถึง 4 ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้จะมีรายรับรวมกันถึง 35 ล้านบาท/ปี บริษัท ก. จำกัด ก็ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายการทั้ง 4 รายการดังกล่าว ส่วนรายการตาม 5 เป็นการขายสินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงต้องนำมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แต่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมีรายรับไม่เกิน 1,800,000 บาท ต่อปี) ทั้งนี้ สำหรับการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามรายการ 1 – 5 ต้องเป็นการขายสินค้าในประเทศ ถ้าเป็นการส่งออกสินค้าดังกล่าวจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด แต่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0

3. เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบการได้ขายสินค้าหรือให้บริการ ให้นำเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (อาจจะมีการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตาม 2. ด้วย แต่เวลาที่นำมาพิจารณาว่าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ไม่ต้องนำส่วนที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาร่วมพิจารณา) มาดูผลประกอบการว่ามีการขายสินค้าหรือให้บริการดังกล่าวเกิน 1,800,000 บาทต่อปี หรือไม่ ถ้าไม่เกิน 1,8000,000 บาทต่อปี ถือว่าเป็นกิจการขนาดย่อม และจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎกรและตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548

ตัวอย่าง
บริษัท ข. จำกัด เพิ่งเริ่มจดทะเบียนตั้งบริษัท ในปี 2553 มีรายรับจากการประกอบกิจการขาย สินค้าในปี 2553 ดังนี้


  1. ขายเครื่องจักรผลิตสินค้า 500,000 บาท
  2. ขายข้าวโพดให้แก่ผู้ส่งออก 1,000,000 บาท
  3. ขายปุ๋ย 2,000,000 บาท
  4. ให้เช่าอาคาร 1,000,000 บาท
  5. ขายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ฯลฯ 500,000 บาท
  6. ขายเสื้อผ้าค้าส่ง 500,000 บาท


จะเห็นได้ว่าบริษัท ข. จำกัด มีรายรับทั้งสิ้น 5,5000,000 บาท แต่สำหรับสินค้าและการให้บริการที่ได้รับ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรายการที่ 2), 3) และ 4) มีรายรับทั้งสิ้น 4,000,000 บาท ส่วนสินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มคือรายการที่ 1), 5) และ 6) รวมรายรับทั้งสิ้น 1,500,000 บาท ดังนั้น การขายสินค้าสำหรับรายการที่ 1, 5 และ 6 จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากมีรายรับรวมไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

4. สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการรายใดมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ (ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีมูลค่าของรายรับรวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี การขายสินค้าหรือให้บริการดังกล่าวจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่อ ไปนับตั้งแต่มีรายรับส่วนที่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี
ปัญหาก็คือว่า การมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี โดยข้อเท็จจริงแล้วรายรับส่วนที่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ย่อมเกิดขึ้นในระหว่างปีแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะเสียอย่างไร กล่าวคือ


  1. เสียจากรายรับส่วนที่เกิน 1,800,000 บาท
  2. เสียจากรายรับตั้งแต่ 1 บาทแรกที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการในปีนั้


ในเรื่องดังกล่าว กรมสรรพากรได้มีแนวทางในการจัดเก็บภาษีว่ารายรับส่วนที่ไม่เกิน 1,800,000 บาท
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่เกิน 1,800,000 บาท ตามหนังสือที่ กค 0702/พ/934 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2551
 
5. สำหรับการนับจำนวนมูลค่าของรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ไม่ได้รับ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มว่าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี นั้นให้นับสำหรับรายรับที่เกิดขึ้นในแต่ละปี (กรณีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้นับเป็นแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี) ถ้ามีรายรับไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวในปีใดก็ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าพิ่ม ส่วนปีต่อไปก็เริ่มนับใหม่ กล่าวคือให้นับเป็นปีๆ ไป

ที่มา : เอกสารภาษีอากร ประจำเดือน ตุลาคม 2555

Disqus Shortname

Comments system