แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จดทะเบียนการค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จดทะเบียนการค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

การจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

        ผู้ประกอบกิจการที่มีหน้าทีเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จำต้องไปดำเนินการจดทะเบียนภายใน 30 วัน โดยใช้แบบ ภ.ธ. 01 ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกอบกิจการ โดยผู้ประกอบกิจการชั่วคราวก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยมีประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 1) ได้กำหนดกิจการดังต่อไปนี้เป็นการประกอบกิจการชั่วคราว
  • การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ
  • กรณีขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มา
  • การให้กู้ยืมเงินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจดังกล่าว ซึ่งให้กู้ยืมเงินเป็นครั้งคราวโดยไม่ใช่การประกอบกิจการตามปกติ
          หากการประกอบกิจการธุรกิจเฉพาะ ประกอบกิจการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอจดทะเบียนต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ที่สถานที่ประกอบการตั้งอยู่

          หากการประกอบกิจการธุรกิจเฉพาะ มีหลายสาขา ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

          ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะและตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด หรือ ภ.ธ. 01 ผ่านเวปไซต์ www.rd.go.th ได้อีกวิธีหนึ่ง

          หากผู้ประกอบการจดทะเบียนแล้วและดำเนินกิจการตามปกติ ผู้ประกอบการจะต้องยื่นชำระ ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือ ภ.ธ. 02 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

          ในกรณีที่เลิกกิจการ ย้ายสถานประกอบการ โอนกิจการ หรือเปลี่ยนแปลงรายการที่ประกอบกิจการ ผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่แจ้งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตามแบบ ภ.ธ. 09 ต่อสำนักงานกรมสรรพากรที่จัดทะเบียนไว้ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จดทะเบียนแบบไหนดี



     เมื่อจะเริ่มต้นประกอบกิจการ   จะจดทะเบียนแบบไหนดี
     
1. บุคคลธรรมดา
            หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “ธุรกิจเจ้าของคนเดียว” ลักษณะของกิจการประเภทนี้คือ การตัดสินใจต่าง ๆ เป็นสิทธิของผู้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียว การตัดสินใจต่าง ๆ อยู่ในลักษณะ คิดคนเดียว ทำคนเดียว  ซึ่งผลดีคือตัดสินใจง่ายและรวดเร็ว   แต่ผลจากการคิดคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นผลดี…ได้ กำไร หรือเป็นผลเสีย….ขาดทุน ก็รับผลคนเดียวเต็ม ๆ  ซึ่งลักษณะธุรกิจประเภทนี้จะดีมากถ้าเจ้าของไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนหมุน เวียน เพราะธุรกิจประเภทนี้ไม่สามารถระดมทุนจากใครได้
ลักษณะการเสียภาษี เป็นไปตาม “อัตราก้าวหน้า”   ซึ่งหมายถึง  ถ้ารายได้มากก็จะเสียภาษีมาก โดยอัตราภาษี สูงสุด ถึง 37% ของกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย   นั่นคือ ค่าใช้จ่ายจะถูกกำหนดไว้ เป็น 2 ลักษณะ  คือ อัตราเหมา ( กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัวตามประเภทของธุรกิจ)    และค่าใช้จ่ายตามจริง   (ต้องอ้างอิงเอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สรรพากรยอมรับได้   หลังจากนั้นจึงนำมาหักค่าลดหย่อนส่วนตัว จึงจะเป็นฐานภาษีสำหรับคำนวณภาษีที่ต้องชำระ 
           
2.นิติบุคคล
           
               เป็นรูปแบบธุรกิจที่บุคคล 2 คนขึ้นไป ตกลงทำกิจการร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งเป็นผลกำไร ตามอัตราส่วนที่แต่ละคนได้ลงทุน ซึ่งแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คือ
1.      หุ้างหุ้นส่วนสามัญ
      - ลักษณะธุรกิจประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนิติบุคคล 
      - ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน
      - ถ้าไม่จดทะเบียนจะมีสถานะเป็นคณะบุคคล
                 - ถ้าจดทะเบียน มีสถานะเป็นนิติบุคคล เรียกว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล"
                
                การจัดทำบัญชีและเสียภาษี การเสียภาษีเงินได้ของคณะบุคคลจะเสียภาษีเงินได้เหมือนกับบุคคลธรรมดาที่แยกออกจากตัวบุคคล ถือเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งตามมาตรา 56 วรรค (2) ของประมวลรัษฏากร นอกจากนี้เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ด้วย

           2 . ห้างหุ้นส่วนจำกัด
                 - ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 
                 - ความรับผิดชอบของผู้เป็นหุ้นส่วนแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
                 - ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดชอบในหนี้สินจำกัด ไม่เกินเงินที่ได้ลงทุนไป ซึ่งหุ้นส่วน ประเภทนี้จะไม่มีสิทธิในการตัดสินใจในกิจการ
- ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดชอบในหนี้สิน “ไม่ จำกัดจำนวน” ในที่นี้คือ “หุ้นส่วนผู้จัดการ” ซึ่งหุ้นส่วนประเภทนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบ และมีสิทธิเต็มที่ในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของกิจการ
    
                การจัดทำบัญชีและเสียภาษี มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี เหมือนกรณีตั้งบริษัท และเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
           3 . บริษัทจำกัด
                 มีลักษณะจำเพาะดังนี้คือ
                 -   แบ่งเงินลงทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นละ เท่า ๆ กัน
                 -   มีผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ไม่น้อยกว่า 3 คน
                 -   ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบถ้วน
                 -   มีสภาพเป็นนิติบุคคล
                 -   สามารถระดมทุนได้มากและง่าย
                 -       ลักษณะการตัดสินใจในการบริหารงานเป็นในรูปของคณะกรรมการบริษัท จึงทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าแบบบุคคลธรรมดา
                  
                 การจัดทำบัญชีและเสียภาษี   มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี และเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
รายละเอียด
เจ้าของคนเดียว
ห้างหุ้นส่วน
บริษัทจำกัด
1. เงินลงทุน
มีเงินทุนจำกัด
ระดมทุนได้มากขึ้น
ระดมทุนได้ง่ายและมาก
2. การบริหารงาน
มีอำนาจตัดสินใจคนเดียว
ต้องปรึกษากับหุ้นส่วน
บริหารโดยคณะกรรมการบริษัท
3. ความรับผิดในหนี้สิน
เต็มจำนวน
- เต็มจำนวน(กรณีไม่จำกัดความรับผิดชอบ)
- จำกัด ไม่เกินมูลค่าหุ้น (กรณีจำกัดความรับผิดชอบ)
จำกัดเฉพาะมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ
4. ผลกำไรขาดทุน
รับเพียงคนเดียว
เฉลี่ยให้ผู้เป็นหุ้นส่วน
จ่ายเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่ถือ
5. ภาษีเงินได้
ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37%
ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37%   แต่ถ้าจดเป็นนิติฯ จะเสีย 15%-30% กรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี
อัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ (SME เสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า 15%-30%) ในกรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี
6. ความน่าเชื่อถือ
ต่ำ
ปานกลาง
สูง

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

เครื่องหมายการค้า


เครื่องหมายการค้า


เครื่องหมายการค้า หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ มี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ 


  • เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) คือเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น บรีส  มาม่า  เป็นต้น
            
  • เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมาย บริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร  เป็นต้น            

  • เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ เป็นต้น

  • เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น    

ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

เนื่องจากระยะเวลากว่าที่เครื่องหมายการค้านั้นจะได้รับการจดทะเบียนใช้ระยะเวลานาน  ซึ่งผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนอาจจำเป็นจะต้องใช้เครื่องหมายการค้านั้นในช่วงระยะเวลาที่เครื่องหมายการค้านั้นยังไม่ได้อนุมัติให้จดทะเบียน  ดังนั้น เพื่อให้ผู้ยื่นคำขอมั่นใจในระดับหนึ่งว่า เครื่องหมายการค้านั้น จะไม่ถูกฟ้องร้องจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่เครื่องหมายการค้านั้น จะได้รับการจดทะเบียน ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปนี้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

  • ตรวจสอบความเหมือนคล้าย ลักษณะบ่งเฉพาะ หรือลักษณะต้องห้าม ของเครื่องหมายการค้านั้นกับเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว
  • จัดเตรียมคำขอ เพื่อยื่นจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • หลังจากนายทะเบียนตรวจสอบคำขอแล้ว (ระยะเวลาประมาณ 8 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ) นายทะเบียนจะแจ้งอนุมัติให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือแจ้งให้ดำเนินการแก้ไข หากเครื่องหมายการค้านั้นมีข้อบกพร่อง โดยผู้ยื่นคำขอจะต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  ทั้งนี้หากเครื่องหมายการค้านั้นได้รับการปฏิเสธ คำขอดังกล่าว จะไม่สามารถจดทะเบียนได้ หากผู้ยื่นคำขอยังคงต้องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จะต้องเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการค้านั้น และยื่นคำขอใหม่ ทั้งนี้จะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 8 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ ซึ่งนายทะเบียนจะแจ้งผลการตรวจสอบอีกครั้ง
เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามากว่า 30 ปี  เรามั่นใจว่าขั้นตอนการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เราทำให้แก่ท่านนั้น จะทำให้เครื่องหมายการค้าของท่านมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการจดทะเบียน  เราจะดำเนินการทุกขั้นตอนจนกว่าเครื่องหมายการค้าของท่านจะได้รับการจดทะเบียน

ระยะเวลากว่าที่เครื่องหมายการค้าจะได้รับการอนุมัติให้จดทะเบียน


  • หากเครื่องหมายการค้านั้นไม่ได้รับการปฏิเสธ จะใช้ระยะเวลา ประมาณ 8 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน

ระยะเวลาคุ้มครองเมื่อเครื่องหมายการค้าได้รับการจดทะเบียนแล้ว
  
  • 10 ปี นับจากวันที่ได้รับการจดทะเบียน

แหล่งที่มา: http://www.friendaccountancy.com/content.php?id=34

Disqus Shortname

Comments system