แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภพ30 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภพ30 แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เบี้ยปรับเงินเพิ่ม (สรรพากร)

เบี้ยปรับเงินเพิ่ม 
1.  ค่าปรับอาญา กรณีไม่ได้ยื่นแบบ  ภพ30  (ไม่เคยยื่นแบบมาก่อน) 
-  กำหนดการยื่นแบบ  ภพ.30  ทุกวันที่  15  ของเดือนถัดไป
-  กรณียื่นแบบเกินกำหนดเวลา  แต่ไม่เกิน  7  วัน  ปรับ  300 บาท
-  กรณียื่นแบบเกินกำหนดเวลา  และเกิน  7  วัน  ปรับ  500  บาท

2.  เงินเพิ่ม
-  คิดในอัตราร้อยละ  1.5  ต่อเดือน  ของภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น  (เศษของเดือนนับเป็น  1  เดือน)
-  กรณีไม่มีภาษีที่ต้องเสีย  ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม  แต่จะเสียค่าปรับอาญากรณีไม่ได้ยื่นแบบเท่านั้น

3.  เบี้ยปรับ  คิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2  ถึง  ร้อยละ 20
-  กรณียื่นเพิ่มเติม  (ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อนถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้)
                ถ้าชำระภายใน  1-15  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  2%
                ถ้าชำระภายใน  16-30  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  5%
                ถ้าชำระภายใน  31-60  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  10%
                ถ้าชำระภายใน  60  วันไปแล้ว  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  20%
 
-  กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน  (อาจจะลืมยื่น  หรือเงินไม่พอจ่ายเลยไม่ยื่น)
                ถ้าชำระภายใน  1-15  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  2%  *2 เท่า
                ถ้าชำระภายใน  16-30  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  5%  *2 เท่า
                ถ้าชำระภายใน  31-60  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  10%  *2 เท่า

                ถ้าชำระภายใน  60  วันไปแล้ว  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  20%  *2 เท่า

ตอบปัญหาบัญชีภาษีอากร (เรื่องภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย นำมาหักภาษีในแต่ละเดือนได้หรือไม่)

ตอบปัญหาบัญชีภาษีอากร 

เรื่อง  ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย นำมาหักภาษีในแต่ละเดือนได้หรือไม่

คำถาม  :

ขอสอบถามเพิ่มเติมค่ะ
สำหรับในส่วน ของการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ทางบริษัทฯ ถูกหักไป 3% จำนวน 2 รายการตามเอกสารแนบ
ไม่สามารถนำมาหักภาษีในแต่ละเดือนได้หรอค่ะ


คำตอบ :

ใบถูกหัก  3%  เราไม่สามารถนำมาหัก  ภาษีขายในแต่ละเดือนได้

เงื่อนไขการนำส่ง  ภพ30  คือ  ภาษีขาย-ภาษีซื้อ  เป็นภาษีที่ต้องนำส่ง

ใบถูกหัก  3%  นั้น  ไม่ใช่ภาษีซื้อจึงนำมาหัก  ออกจากภาษีขายไม่ได้


*****คำถามคือ  แล้วใบนี้ที่เราโดนหักไป  จะไปใช้อะไรได้บ้าง*****

สามารถนำมาใช้ได้ค่ะตอนสิ้นปี   คือ   รายได้-ค่าใช้จ่าย  เป็นกำไร

กำไรตัวนั้นหากถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี  สมมุติ  คำนวนภาษีสิ้นปีได้  50000

ใบถูกหัก 3%  ทั้งหมดที่มี  30000  ดังนั้นภาษีที่เสียสิ้นปี  คือ 20000

ซึ่งหากทางลูกค้าไม่เก็บใบถูกหักไว้  สิ้นปีก็จะไม่สามารถ  ใช้ใบถูกหักมาลบกับภาษี

สิ้นปีได้ค่ะ  (เพราะถือว่าไม่มีเอกสาร  ดังนั้น  ควรเก็บให้ครบทุกใบค่ะ)


*****ภาษีทำไมมีหลายตัว****  ภาษีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน

ภาษีที่เราจะต้องนำส่งรายเดือน

1. ภพ30  ภาษีขาย7%  ที่เราเรียกเก็บจากลูกค้ามา  ภาษีตัวนี้  เราต้องนำส่งสรรพากร  แต่หากมีภาษีซื้อก็สามารถนำมาหัก กับภาษีขายได้  ต้องนำส่ง  ภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป
2. ภงด3,53  ภาษีหักณ ที่จ่าย  ที่เรามีการจ่ายค่าจ้างให้กับบุคคลอื่น  หากมีการจ่ายมูลค่าตั้งแต่  1000  บาทขึ้นไปต้องหัก ณ  ที่จ่าย  ตามเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด  เช่น  ค่าขนส่งหัก 1%  ค่าจ้างหัก 3%  ค่าบริการหัก3%  ค่าโฆษณาหัก2%  เป็นต้น

ภาษีที่เราจะต้องนำส่งรายครึ่งปีและสิ้นปี

1. ภงด51 ภาษีนิติบุคคล  ตามกฎหมายกำหนดให้มีการเสียภาษี เงินได้นิติบุคคล  ครึ่งปี
2. ภงด50  ภาษีนิติบุคคล ตามกฎหมายกำหนดให้มีการเสียภาษี เงินได้นิติบุคคล  ปลายปี

ดังนั้น  ภาษีถูกหัก 3%  ที่ทางลูกค้าถามมานั้นจึงมาใช้หัก  กับตอนกลางปีและสิ้นปีได้ค่ะ


หากลุกค้าท่านใดมีข้อสงสัยสามารถ  Email  สอบถามเราได้ค่ะ budsarakum01@gmail.com  เราจะตอบปัญหาที่ข้องใจให้ทุกท่านค่ะ  และนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้และประโยชน์แก่ท่านอื่นๆต่อไปค่ะ

ส่วนท่านใดต้องการตัดปัญหาการยื่นภาษีตกหล่น  สามารถเรียกใช้บริการเราได้ค่ะยินดีให้บริการ 
(ราคาไม่แพงค่ะ)  

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

เมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาท ต่อปี




เมื่อเริ่มธุรกิจรายรับที่ได้มาก็ไม่มากผู้ประกอบการขนาดเล็กๆ จึงมักไม่ค่อยคิดถึงเรื่องภาษี แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเจริญเติบโตเริ่มมีรายรับมากขึ้นมัวแต่ทำธุรกิจเพลินไป หลายคนไม่เคยนึกเอะใจว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ หลายคนเอะใจว่าควรต้องเสียภาษีเพราะมีรายรับมากขึ้นโดยความรู้สึกพื้นๆ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จะเริ่มต้นอย่างไร บางทีก็นึกไม่ออกก็เลยไม่เสียเลย ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อมีรายรับก็มีภาระภาษีตาม ส่วนจะต้องเสียหรือไม่เสีย หรือได้รับยกเว้นแค่ไหนเพียงใด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จริงๆ แล้วภาษีสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับรายรับที่ได้มาหลักๆ แล้ว ก็มีภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วแต่ว่าทำกิจการที่ต้องเสียภาษีใดสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการก็ควรจะทราบว่าตนเองจะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ มีจุดที่สังเกตได้ดังนี้

1. เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจให้ครวจสอบดูว่า ทำธุรกิจประเภทใดเนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ซึ่งความหมายของคำที่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีความหมายดังนี้


คำว่า “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใดๆ รวมทั้งสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า (มาตรา 77/1 (9) )

คำว่า ”ขาย” หมายความว่า การจำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะได้รับประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง...(มาตรา77/1(8) )

คำว่า ”บริการ” หมายความว่า การกระทำใดๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าโดยมิใช่การขายสินค้า และให้หมายความรวมถึง... (มาตรา 77/1 (9) )

ดังนั้นผู้ประกอบการที่มีการขายสินค้า หรือให้บริการต้องทราบตนเองว่ากำลังประกอบกิจการที่อยู่ในกิจการที่อยู่ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตัวอย่าง

นาย ก. เปิดร้านขายของชำ ในร้านมีการขายสินค้าจำพวก ยาสีฟัน สบู่ ขนมขบเคี้ยว ท็อฟฟี่ เครื่องใช้ในบ้าน ผงซักฟอก ไม้จิ้มฟัน ไม้ขีด ฯลฯ สินค้าทั้งหลายที่กล่าวมาล้วนแต่เป็น “สินค้า” ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม การขายสินค้าดังกล่าวจึงเป็นการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

นาย ข. เปิดร้านอาหาร มีโต๊ะให้แขกเข้ามารับประทานอาหาร มีคาราโอเกะ เกมออนไลน์ ฯลฯ นาย ข. ประกอบกิจการให้บริการซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

สรุป ผู้ประกอบการธุรกิจที่มีการขายสินค้า หรือให้บริการเพื่อหารายได้ ก็ล้วนแต่ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกือบทั้งนั้น
2. เมื่อทราบแล้วว่าประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการตาม 1 แล้ว ก็ต้องตรวจสอบต่อไปว่า การขายสินค้าหรือให้บริการที่ประกอบการนั้น เป็นการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ถ้าได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ไม่ต้องเอามาเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ ไม่ต้องมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพาการ สำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นนั้น (และก็ไม่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ)


การขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มปรากฏรายละเอียดตามมาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎกร ซึ่งสรุปแล้วมีดังนี้



  1. การขายพืชผลทางการเกษตร
  2. การขายสัตว์ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และในกรณีสัตว์ไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ส่วนต่างๆ ของสัตว์ ไข่ น้ำนม
  3. การขายปุ๋ย
  4. การขายปลาป่น อาหารสัตว์
  5. การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์
  6. การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
  7. การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษา
  8. การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม
  9. การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี หรือการว่าความ
  10. การให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการ (มีเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสสรพากรกำหนด)
  11. การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์
  12. การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน
  13. การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น
  14. การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ (มีเงื่อนที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด)
  15. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร
  16. การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล
  17. การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์
  18. การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น
  19. การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย
  20. การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น


การขายสินค้าหรือการให้บริการทั้ง 20 กรณีตามที่กล่าวข้างต้นได้รับยกว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการไม่ต้องนำรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ว่าจะมีรายรับเท่าใดก็ตาม

ตัวอย่าง


บริษัท ก. จำกัด ประกอบกิจการการขายสินค้า 5 ชนิดดังนี้

  1. ขายข้าวสารในประเทศ มีรายรับ 20 ล้านบาท/ปี
  2. ขายผลไม้สดส่งทั่วประเทศ มีรายรับ 5 ล้านบาท/ปี
  3. ขายเนื้อสัตว์ในประเทศ มีรายรับ 10 ล้านบาท/ปี
  4. ให้เช่าที่ดิน มีรายรับ 1 ล้านบาท/ปี
  5. เป็นร้านขายส่งเครื่องใช้สำนักงานต่างๆ มีรายรับ 1 ล้านบาท/ปี


จะเห็นได้ว่าการขายสินค้าและการให้บริการตาม 1 ถึง 4 ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้จะมีรายรับรวมกันถึง 35 ล้านบาท/ปี บริษัท ก. จำกัด ก็ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายการทั้ง 4 รายการดังกล่าว ส่วนรายการตาม 5 เป็นการขายสินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงต้องนำมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แต่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมีรายรับไม่เกิน 1,800,000 บาท ต่อปี) ทั้งนี้ สำหรับการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามรายการ 1 – 5 ต้องเป็นการขายสินค้าในประเทศ ถ้าเป็นการส่งออกสินค้าดังกล่าวจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด แต่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0

3. เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบการได้ขายสินค้าหรือให้บริการ ให้นำเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (อาจจะมีการขายสินค้าหรือให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตาม 2. ด้วย แต่เวลาที่นำมาพิจารณาว่าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ไม่ต้องนำส่วนที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาร่วมพิจารณา) มาดูผลประกอบการว่ามีการขายสินค้าหรือให้บริการดังกล่าวเกิน 1,800,000 บาทต่อปี หรือไม่ ถ้าไม่เกิน 1,8000,000 บาทต่อปี ถือว่าเป็นกิจการขนาดย่อม และจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎกรและตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548

ตัวอย่าง
บริษัท ข. จำกัด เพิ่งเริ่มจดทะเบียนตั้งบริษัท ในปี 2553 มีรายรับจากการประกอบกิจการขาย สินค้าในปี 2553 ดังนี้


  1. ขายเครื่องจักรผลิตสินค้า 500,000 บาท
  2. ขายข้าวโพดให้แก่ผู้ส่งออก 1,000,000 บาท
  3. ขายปุ๋ย 2,000,000 บาท
  4. ให้เช่าอาคาร 1,000,000 บาท
  5. ขายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ฯลฯ 500,000 บาท
  6. ขายเสื้อผ้าค้าส่ง 500,000 บาท


จะเห็นได้ว่าบริษัท ข. จำกัด มีรายรับทั้งสิ้น 5,5000,000 บาท แต่สำหรับสินค้าและการให้บริการที่ได้รับ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรายการที่ 2), 3) และ 4) มีรายรับทั้งสิ้น 4,000,000 บาท ส่วนสินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มคือรายการที่ 1), 5) และ 6) รวมรายรับทั้งสิ้น 1,500,000 บาท ดังนั้น การขายสินค้าสำหรับรายการที่ 1, 5 และ 6 จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากมีรายรับรวมไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

4. สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการรายใดมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ (ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีมูลค่าของรายรับรวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี การขายสินค้าหรือให้บริการดังกล่าวจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่อ ไปนับตั้งแต่มีรายรับส่วนที่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี
ปัญหาก็คือว่า การมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี โดยข้อเท็จจริงแล้วรายรับส่วนที่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ย่อมเกิดขึ้นในระหว่างปีแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะเสียอย่างไร กล่าวคือ


  1. เสียจากรายรับส่วนที่เกิน 1,800,000 บาท
  2. เสียจากรายรับตั้งแต่ 1 บาทแรกที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการในปีนั้


ในเรื่องดังกล่าว กรมสรรพากรได้มีแนวทางในการจัดเก็บภาษีว่ารายรับส่วนที่ไม่เกิน 1,800,000 บาท
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่เกิน 1,800,000 บาท ตามหนังสือที่ กค 0702/พ/934 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2551
 
5. สำหรับการนับจำนวนมูลค่าของรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ไม่ได้รับ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มว่าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี นั้นให้นับสำหรับรายรับที่เกิดขึ้นในแต่ละปี (กรณีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้นับเป็นแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี) ถ้ามีรายรับไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวในปีใดก็ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าพิ่ม ส่วนปีต่อไปก็เริ่มนับใหม่ กล่าวคือให้นับเป็นปีๆ ไป

ที่มา : เอกสารภาษีอากร ประจำเดือน ตุลาคม 2555

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

บริการจัดทำบัญชี




           ด้วยประสบการณ์ทำงานกว่า 8 ปี ผ่านการร่วมงานกับลูกค้าหลายร้อยราย บริษัท บุศราคัมการบัญชี จำกัด ได้มีการพัฒนาระบบการทำงานทางด้านรับทำบัญชีให้กับลูกค้าอยู่ตลอดระยะเวลา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยความเป็นมืออาชีพของบริษัทฯ ลูกค้าที่ใช้บริการรับทำบัญชีกับเราไม่เคยมีลูกค้ารายไหนโดยสรรพากรประเมินภาษีเนื่องจากความผิดพลาดของการทำบัญชี นอกจากนี้เราจะยังเป็นที่ปรึกษาด้านบัญชีและภาษี รวมถึงระบบการทำงานด้านต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการลดภาระความกังวลเกี่ยวกับด้านบัญชีและภาษี นำเวลาไปมุ่งหารายได้เพิ่มเข้าสู่กิจการ

          ธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ได้แก่ธุรกิจซื้อมาขายไป, ธุรกิจบริการ, ธุรกิจผลิต, ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจร้านอาหาร เป็นต้น


ทำไมผู้ประกอบการต้องจัดทำบัญชี

          การทำบัญชี นอกจากกฎหมายจะกำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีการจัดทำบัญชีทุกเดือน และส่งงบการเงินไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง แล้ว ประโยชน์ของการทำบัญชีก็เพื่อให้บริษัทได้รู้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทมีผลประกอบการ กำไร หรือ ขาดทุน เท่าไหร่ บริษัทที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีการปิดบัญชีทุกเดือน นำผลประกอบการที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงการทำงานของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น

          การทำบัญชีจะยื่นภาษีให้ถูกต้องตามสมควร เป็นหน้าที่ของพลเมืองดีทุกคน นอกจากนี้ถ้าเราทำบัญชีดี เสียภาษีถูกต้อง เราจะลดความกังวลเกี่ยวกับสรรพากร ต่อไปจะไม่ต้องกลัวสรรพากรมาเยี่ยม


ทำไมควรจ้างสำนักงานบัญชีจัดทำบัญชี

          จ้างบริษัทรับทำบัญชีมีค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก เมื่อเทียบกับการจ้างพนักงานบัญชีประจำบริษัท
สำนักงานบัญชีมีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดทำบัญชี และการยื่นภาษี ทำให้ลดความเสี่ยงจากการทำบัญชีผิดพลาด  ผู้บริหารไม่ต้องแบ่งเวลามาปวดหัวกับเรื่องบัญชีและภาษี จะได้มีเวลามากขึ้นเพื่อไปหารายได้เข้าบริษัท


บริการบัญชี (รายเดือน)
  • ให้คำปรึกษาแนะนำด้านบัญชี-ภาษี และระบบการจัดเก็บเอกสารที่จำเป็นในบันทึกบัญชี 
  • ขึ้นทะเบียนรับรองเป็นผู้ทำบัญชีตามที่กฏหมายกำหนดไว้ 
  • จัดทำสมุดบัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท รวมถึงรายงานทางบัญชีต่าง ๆ ครบถ้วนในมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด 
  • บันทึกระบบบัญชีด้วย Software ที่ได้มาตรฐานของกรมสรรพากร 
  • จัดทำและยื่นภาษีเงินได้พนักงานหัก ณ ที่จ่าย (ภงด.1) 
  • จัดทำ และยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย (ภงด.3) 
  • จัดทำและยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ภงด.53) 
  • จัดทำและยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม – VAT (ภพ.30) 
  • จัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประจำเดือน 
  • จัดทำและยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี (ภงด.51) และภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี (ภงด.50) 
  • จัดทำ และยื่นแบบนำส่งงบการเงินต่อกระทรวงพาณิชย์ (สบช.3) 
  • จัดทำ และยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงานประจำปี (ภงด.1ก) 
  • ปิดงบรายปีเพื่อนำส่งผู้ตรวจสอบบัญชี พร้อมจัดทำข้อมูลประกอบงบการเงินครบถ้วนได้แก่ ลูกหนี้ เจ้าหนี้คงเหลือ งบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ทะเบียนทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคา 
  • จัดหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ได้มาตรฐานทั้ง CPA และ TA 

บริการบัญชี (รายปี)

          บริษัทรับทำบัญชีรายปีเหมาะสำหรับลูกค้าที่มีความรู้เพียงพอในการยื่นภาษีและประกันสังคมเองในแต่ละเดือน และจ้างสำนักงานบัญชีบันทึกบัญชีและปิดงบการเงินทีเดียวตอนสิ้นปี ทางสำนักงานบริษัทของเราก็มีการให้บริการในส่วนนี้ โดยเราจะทำการตรวจสอบแบบการยื่นภาษีของลูกค้าใหม่ทุกเดือนถ้าพบว่ามีการยื่นปิดก็จะทำใบปรับปรุงไปให้กับลูกค้าเพื่อไปยื่นภาษีเพิ่มเติมกับทางกรมสรรพากร บริการรับทำบัญชีรายปีจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ารับทำบัญชีรายเดือน เนื่องจากลูกค้าแบ่งเบาภาระการยื่นภาษีในแต่ละเดือนให้กับสำนักงานบัญชี 
  • ขึ้นทะเบียนรับรองเป็นผู้ทำบัญชีตามที่กฏหมายกำหนดไว้ 
  • จัดทำสมุดบัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท รวมถึงรายงานทางบัญชีต่าง ๆ ครบถ้วนในมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด 
  • บันทึกระบบบัญชีด้วย Software ที่ได้มาตรฐานของกรมสรรพากร 
  • จัดทำและยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี (ภงด.51) และภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี (ภงด.50) 
  • จัดทำ และยื่นแบบนำส่งงบการเงินต่อกระทรวงพาณิชย์ (สบช.3) 
  • ปิดงบรายปีเพื่อนำส่งผู้ตรวจสอบบัญชี พร้อมจัดทำข้อมูลประกอบงบการเงินครบถ้วนได้แก่ ลูกหนี้ เจ้าหนี้คงเหลือ งบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ทะเบียนทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคา 
  • จัดหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ได้มาตรฐานทั้ง CPA และ TA 

ข้อมูลเบื้องต้นให้สำหรับเตรียมทำฐานข้อมูล 
  • ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท คณะบุคคล หนังสือรับรอง และเอกสารแนบ ฯ
  • บอจ.5 สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น กรณี เป็นบริษัท ฯ
  • บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20) ภ.พ.01ภ.พ.09 แล้วแต่กรณี
  • รายละเอียดของสัญญาต่าง ๆ ถ้ามี
  • รายละเอียดของสินค้า กลุ่มสินค้า หรือขั้นตอนการผลิตสินค้า ถ้าเป็นผู้ผลิตสินค้า

เอกสารที่ใช้สำหรับการทำบัญชี
  • เอกสารประกอบรายการขาย เช่น ใบกำกับภาษี ใบส่งของ ใบเสร็จรับเงิน
  • เอกสารประกอบรายการซื้อ เช่น ใบกำกับภาษี ใบส่งของ ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้
  • เอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงินที่ไม่มีภาษีซื้อ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
  • เอกสารการจ่ายเงินเดือนพนักงานประจำเดือน หรือตามที่บริษัท ฯจะดำเนินการ
  • เอกสารการรับเงินจากลูกค้า เช่น ใบสำคัญรับ หรือใบนำฝากธนาคาร (Pay in slip)
  • เอกสารประกอบการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ เช่น ใบสำคัญจ่าย หรือใบถอนเงินจากธนาคาร
  • Bank Statement สำหรับบัญชีกระแสรายวัน และสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของกิจการ
  • ใบเสร็จพร้อมแบบ ภ.พ.30 ภงด.1 ภงด.3 ภงด.53 และประกันสังคม
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น ภงด.3 ภงด.53 (ในกรณีจ่ายเงิน หรือในกรณีรับเงิน)

Disqus Shortname

Comments system