วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ภาษีสรรพากร ปี 2553
ภาษีสรรพากร ปี 2553
โดยปกติผลการจัดเก็บภาษีเดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม 2552) ของกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากร มักจะวางแผนให้จัดเก็บให้ได้ตามเป้ามีผลการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลในเชิงจิตวิทยา แต่เดือนต่อ ๆ ไป ก็ต้องอาศัยความสามารถในการบริหารงานของอธิบดีของแต่ละหน่วยงาน กันล่ะครับ ดูอย่างปีก่อนพอเข้าเดือน พฤศจิกายน ภาษีเริ่มตก ๆ ๆ ๆ และตกเรื่อยมาตลอดปี แต่ก็มาฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย ของปีงบประมาณ ในส่วนของกรมสรรพากรนั้น ได้มีแถลงผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายน 2552 ว่า สามารถจัดเก็บภาษีอากรทุกประเภทรวมกันได้ 85,237 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2,023 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 2.43 และสูงกว่าประมาณการ 7,084 ล้านบาทหรือเท่ากับร้อยละ 9.06 (ประมาณการเดือนพฤศจิกายน 2552 จำนวน 78,152 ล้านบาท) ส่งผลให้ผลการจัดเก็บภาษีตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.-พ.ย. 52) มียอดการจัดเก็บทุกประเภทภาษีสะสมถึง 157,464 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 14,073 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 9.81
ตัวเลขผลการจัดเก็บดังกล่าวอาจใช้เป็นดัชนีชี้วัดสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่ดีได้อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดของผลการจัดเก็บภาษีทุกประเภทโดยรวมสูงกว่าประมาณการทุกประเภทภาษี มีเพียงภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้นที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ อันเนื่องมาจากการลดอัตราภาษีธุรกิจ เฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์จากร้อยละ 3.0 เหลือร้อยละ 0.01 โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม
ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศนั้น กรมสรรพากรก็ได้แจ้งแถลงไขว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ต.ค. 52=39,409 ล้านบาท พ.ย. 52= 40,512 ล้านบาท อันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับในอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “การจัดเก็บภาษีใน เดือนธันวาคม 2552 (วันที่ 1-8 ธันวาคม 2552) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีที่จัดเก็บได้ จากภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.93 ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.54 กรมสรรพากร จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ และสูงกว่าระยะเดียวกันของปีก่อน
เป็นสัญญาณที่ดีที่คาดหมายได้ว่า เดือนธันวาคมนี้กรมสรรพากรจะสามารถจัดเก็บภาษีโดยรวมได้สูงกว่าประมาณการ 8,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 14.30 (ประมาณการจัดเก็บเดือนธันวาคม 2552 จำนวน 60,281 ล้านบาท)
เมื่อพิจารณาโดยวิเคราะห์แนวโน้มผลจัดเก็บทั้งปีผนวกกับการดำเนินการตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพทางภาษีโดยรวมแล้ว คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ภาษีสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้แน่นอน”
หนักแน่นดีเหลือเกินครับ สำหรับยืนยัน ต้นปีใหม่เรามาติดตามผลการจัดเก็บของกรมสรรพากรในไตรมาสแรกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ
ที่มา : dailynews.co.th
เข้าใจ CPTA (ซีพีทีเอ) ความสำคัญ ภาษีและบัญชี
เข้าใจ CPTA (ซีพีทีเอ)
ความสำคัญ ภาษีและบัญชี
จากข่าวกรมสรรพากรจะได้มีการกำหนดให้มี ซีพีทีเอ (CPTA) หรือผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีภาษีอากรเป็นการเฉพาะ เพื่อแทนที่การตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3
สัตต แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) หรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA)
ทำให้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ CPTA ที่ Website ของกรมสรรพากรกันมาก ในขณะที่เรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ CPTA ออกมาใช้บังคับ1.เข้าใจว่า CPTA น่าจะนำแบบอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้มืออาชีพในการช่วยเหลือเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรอย่างได้ผล เพราะทุกวันนี้ผู้เสียภาษีมีมาก ลำพังเจ้าหน้าที่สรรพากรมีน้อยย่อมดูแลไม่ทั่วถึง และ CPA หรือ TA ที่มีอยู่ก็เน้นเพื่อการรับรองบัญชีเป็นไปตามมาตรฐานบัญชี และเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร เท่านั้น ซึ่งแต่ละคนเซ็นงบจำนวนมากนับเป็นร้อยราย ทั้งที่ในความเป็นจริงถ้ากรมสรรพากรทดลองเรียก ผู้รับรองมาไต่สวนสอบถามจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการที่รับรองเลย ดังนั้นการที่ CPA หรือ TA รับรองแล้วนั้นคงไม่สามารถเชื่อได้ว่า กิจการนั้นเสียภาษีถูกต้อง
2. นับเป็นแนวคิดที่ดีที่จะนำ CPTA มารับรองบการเสียภาษีเป็นการเฉพาะ นอกเหนือจาก CPA หรือ TA ที่ควรรับรองความถูกต้องทางมาตรฐานบัญชีเท่านั้น อีกทั้งก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า CPA หรือ TA จะมีความรู้ความชำนาญ
ด้านภาษีสรรพากร ซึ่งยากแก่การทำความเข้าใจ จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์พอสมควรและต้องมีองค์ความรู้หลากหลายประกอบที่จะเข้าใจได้ถึงธุรกิจและภาษีอากร
ซึ่งหากกิจการใดมี CPTA ผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นผู้รับรองงบการเสียภาษีสามารถอธิบายได้ เชื่อว่า CPTA ผู้นั้นจะไม่กล้ารับรองการเสียภาษีได้ง่าย ๆ เพราะมีความรู้ความเข้าใจว่ากิจการนั้นเสียภาษีถูกต้องหรือไม่เพียงไร
และเชื่อได้ว่า CPTA แต่ละคนจะรับรองจำนวนรายได้ไม่มาก เพราะต้องมีความรับผิดชอบ อีกทั้งอาจต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ก็จะทำให้การเสียภาษีของกิจการดีขึ้นเป็นการช่วยเหลือทางราชการ
ได้อย่างมาก
3. วิธีคัดกรองหา CPTA ที่ต้อง มีความรู้ความสามารถ เพื่อนำมาช่วยในการควบคุมกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีอากร อัน จะเป็นผลดีต่อทางราชการ หัวใจสำคัญของการเสียภาษีอากรอยู่ที่ประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติอันเป็นกฎหมายเฉพาะ ผู้ที่จะเป็น CPTA ควรเน้นความเข้มข้นพื้น ความรู้ทางกฎหมายมากกว่าทางบัญชี ทั้งนี้ เนื่องจากงบการเงินที่ยื่นเพื่อเสียภาษีได้มีการรับรองมาตรฐานบัญชีจาก CPA หรือ TA อยู่แล้ว.
ที่มา : www.cpaccount.net
ลดหย่อนภาษี
สิทธิลดหย่อนภาษี
รู้ไว้มากประโยชน์
อย่าคิดว่าการเสียภาษีเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ
และไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับภาษีก็ได้เพราะความเป็นจริงภาษี
คือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนค่ะ พูดถึงเรื่องเสียภาษี
บางคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าใดนักเพราะเข้าใจว่าในแต่ละเดือนหรือในแต่ละปีได้เสียภาษีเป็นประจำอยู่แล้ว
บางคนยังละเลยไม่ยื่นภาษีประจำปีจนกรมสรรพากรต้องเรียกเก็ยย้อนหลังก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ภาษีนั้นคือรายการหนึ่งที่ต้องอยู่ในบัญชีรายจ่ายของครอบครัว
ดิฉันอยากจะบอกว่า หน้าที่และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรนั้น คือสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้
เสียภาษีคือหน้าที่
หากพูดถึงเรื่องการเสียภาษี
อาจทำให้หลายคนมีรายได้จำนวนมากคิดและรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมา แต่คุณก็ต้องคืนเงินส่วนหนึ่งจากที่ได้มามากนั้นให้กับประเทศเป้นจำนวนมากด้วยเช่นกันขอให้ความสำคัญและรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะใครก็ตามที่เป็นบุคคลที่มีรายได้ก็จะต้องถูกหักภาษี หากใครก็ตามที่กำลังรู้สึกเสียดายเงิน
ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ดิฉันขอให้เลิกคิดเสียดายเงินได้แล้วค่ะ เพราะประเทศเราจะเจริญก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายภาษีของประชาชนนั่นเองนั่นหมายความว่าการเสียภาษีตามกฎหมายนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ภาษีสังคมนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของคุณเองว่าจะหลบหลีกได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน!
ดิฉันเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณะสมบัติต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั้น ส่วนหนึ่งมาจาก
เงินภาษีของคุณ อย่านำเอารายจ่ายที่ถูกหักเพียงน้อยนิดในแต่ละเดือนมานั่งคำนวณให้ปวดหัวดีกว่าค่ะ สิทธิประโยชน์จากการเสียภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณสัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณ
สัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีมากมายเหลือเกิน อย่าคิดเลี่ยงหรือหลบหลีกที่จะจ่ายภาษีอีกต่อไป เพราะฉบับนี้ดิฉันขอบอกให้คุณรู้ว่า ทุกๆ คนที่เสียภาษีจะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน
6
สิทธิ..ลดหย่อนภาษี
ก่อนที่จะรู้ว่าคุณได้สิทธิ์ในการลดหย่อนอย่างไรบ้าง
ดิฉันขอทำความเข้าใจถึงหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้ก่อน
เพราะการจัดเก็บภาษีนั้นครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล
และนิติบุคคลประเภทต่างๆ ซึ่งก็มีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้ที่แตกต่างกันไป
ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะจ่ายภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนดค่ะ มาถึงตรงนี้อาจทำให้หลายคนยิ้มออกแล้ว เรามาดูกันต่อว่าคุณจะสามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้ในกรณีไหนบ้าง
- การลดหย่อนในกรณีมีบุตร
ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมก็ตาม
สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท
แต่ได้ไม่เกิน 3 คน และอายุไม่เกิน 25 ปี
หากยังศึกษาอยู่ในมหาวิทลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศก็สามารถลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ
2,000 บาท
คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอ่านคอลัมน์นี้อยู่รีบศึกษาเรื่องนี้กันได้แล้ว
- ผู้ที่ทำประกันชีวิต
สามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อีกทางหนึ่งค่ะ
เพราะเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน
40,000 บาทที่จ่ายไป
เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่ต้องเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยไม่ต่ำกว่า
10 ปีขึ้นไป ดังนั้นทุกครั้งที่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีก็อย่าลืมค้นหาใบเสร็จรับเงินแนบไปด้วยทุกครั้ง
- สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น
สามารถนำมาหัก ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000
บาทต่อปี
- การบริจาคเงิน
ไม่ว่าคุณจะใจบุญแค่ไหนก็ตาม หลังบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ
แล้ว ถ้าสามารถขอหลักฐานการบริจาคได้จะดีมากค่ะ เพราะเงินที่บริจาคแก่การกุศล
ก็นำมาหักภาษีได้เท่าจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ได้ไม่เกินร้อยละ 10
ของรายได้นั่นหมายความว่าการบริจาคทุกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือองค์กรก็จะได้รับสิทธิ์
ดังกล่าวเช่นกัน - สมาชิกกองทุนประกันสังคม
ก็จะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย
เพราะเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม
ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งของคุณพ่อและคุณแม่ หรือผู้ที่ไม่ได้ทำงานแต่ยังรักษาสิทธิ์การเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบต่อเนื่องก็สามารถ
นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ - ผู้ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุพการี
สำหรับเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
และเชื่อว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนสำหรับคนส่วนใหญ่ หากวันนี้คุณมีหน้าที่ต้องดูแลบุพการี
ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อายุ 60 ปีขึ้นไป
ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีได้จำนวน 3 หมื่นบาท
แต่กรมสรรพากรให้สิทธิ์นี้กับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น
ดิฉันขอแนะนำให้คุณสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากกรมสรรพากร เพื่อจะได้ศึกษาเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าวต่อไป
อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงเห็นความสำคัญของการจ่ายภาษีมากขึ้น อย่าหลบหลีกหรือเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีเงินได้อีกต่อไปเลยค่ะ เพราะกฎหมายนั้นได้ให้สิทธิประโยชน์ของทุกๆ คนที่จ่ายภาษีเช่นกัน สิ้นปีนี้ก็อย่าลืมคำนวณรายได้และหักลดหย่อนกับสิทธิพิเศษที่คุณได้รับนะคะ
ที่มา
: www.suretax-accounting.com
ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร
ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร
ในการจัดทำบัญชีของธุรกิจนอกจากจะต้องมีความรู้ด้านบัญชีไม่ว่าจะเป็นหลักการบัญชีทั่วไป
มาตรฐานการบัญชีแล้ว
นักบัญชีและผู้บริหารกิจการจะต้องมีความรู้ด้านภาษีอากรอีกด้วย
ดังนั้นการจัดทำงานเกี่ยวกับบัญชีจะต้องมีแนวทาง
ที่จะกำหนดในการจัดทำเพราะต้องคำนึงถึงทั้งหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร
ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งมักจะพบว่า บัญชีที่
ได้จัดทำนั้นไม่ตอบสนองกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายภาษีอากร
มีข้อขัดแย้งกับที่นักบัญชีจะต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงให้เป็น
ที่ยอมรับและถูกต้องทั้งด้านการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร จะเห็นได้ว่าหากนักบัญชีได้มีการจัดทำบัญชีตั้งแต่สมุดรายวันขั้นต้น
สมุดขั้นปลาย งบทดลอง งบการเงิน นักบัญชีจะยึดหลักการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี
อีกนัยหนึ่งก็คือยึดหลักของบัญชีการเงิน (Financial Accounting) นักบัญชีจะต้องนำข้อมูลทางบัญชีการเงินมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากรซึ่งก็คือการบัญชีภาษีอากร
(Tax Accounting) ข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินกับบัญชีภาษีอากรจึงสรุปได้ดังต่อไปนี้
บัญชีการเงิน (Financial Accounting)
เป็นการจัดทำบัญชีเพื่อบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี
ตลอดจนการแสดงฐานะการเงินของกิจการในการจัดทำงบการเงิน
แสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการเพื่อรายงานต่อผู้บริหาร
ผู้ถือหุ้น บุคคลภายนอก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุน
งบต้นทุนผลิต งบดุล งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น
งบประกอบอื่นและหมายเหตุประกอบงบการเงินของกิจการ
และรายละเอียดประกอบการจัดทำรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
บัญชีภาษีอากร (Tax Accounting)
เป็นการนำหลักเกณฑ์ทางบัญชี
มาตรฐานการบัญชี มาปรับให้เข้ากับประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษีอากรต่างๆ
ให้สอดคล้องกันเพื่อให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ
เงื่อนไขการรับรู้รายได้และรายจ่ายของกิจการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรืออากรแสตมป์
สืบเนื่องมาจากหลักการบัญชี หลายประการที่ขัดแย้งไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากรนั่นเอง
มักจะพบเห็นกันเมื่อมีการจัดทำบัญชีของธุรกิจในแต่ละรายการค้าแต่ละงวดบัญชีมักจะปรากฏอยู่เสมอว่า
หลักในการจัดทำบัญชีไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร
ซึ่งผู้จัดทำบัญชีจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรายการค้าที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษีอากรที่ได้กำหนดเอาไว้
นักบัญชีส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีการเงิน
แต่ขาดความเข้าใจในตัวบทกฎหมายภาษีอากรโดยเฉพาะการนำกฎหมายภาษีอากรมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันกับหลักการบัญชี
โดยมากแล้วนักบัญชีมักจะทราบแต่พื้นฐานเบื้องต้นในการคำนวณหรือชำระภาษีอากร เช่น
อัตราร้อยละของภาษีที่ต้องชำระ ต้องหักและนำส่งเท่านั้น
สรุปวัตถุประสงค์ของข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินและบัญชีภาษีอากรได้ดังนี้
บัญชีการเงิน
1.
ช่วยในด้านการควบคุมรายรับ ? รายจ่ายสินทรัพย์ - หนี้สินและส่วนของเจ้าของ
2.
ช่วยในการบริหารงานของกิจการ
3.
ช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานขยาย ? เลิกกิจการ ฯลฯ
4.
เพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ต้องการข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ
5.
หลักฐานพิสูจน์ความถูกต้องในการจัดทำบัญชี
การรวบรวมข้อมูลทางบัญชีการเงิน
บัญชีภาษีอากร
1.
ปรับหลักการบัญชีให้เข้ากับกฎหมายภาษีอากร
2.
หาข้อยุติทางบัญชีและภาษีอากรให้สอดคล้องกัน
3.
ปรับปรุงการบันทึกบัญชีให้เหมาะสมถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากร
4.
จัดทำบัญชีที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดให้ทำ เช่น
บัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการนำส่งภาษีรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม
5.
ปรับปรุงรายรับทางบัญชีให้ตรงกับภาษีอากร
ที่มา : www.cpaccount.net
การจดทะเบียนเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด
การจดทะเบียนเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด >>>จดทะเบียนเลิกคลิ๊ก<<<
บริษัทจำกัดอาจเลิกกันได้หลายกรณี
ดังต่อไปนี้
1. เลิกโดยผลของกฎหมาย
- กรณีข้อบังคับกำหนดเหตุเลิกไว้และเมื่อมีเหตุนั้นเกิดขึ้น
- ตั้งบริษัทโดยกำหนดระยะเวลาไว้และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลานั้น
- ตั้งบริษัทเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด
และเมื่อทำกิจการนั้นเสร็จแล้ว
- บริษัทล้มละลาย
- นายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียน
(ถอนทะเบียนร้าง)
2. โดยความประสงค์ของผู้ถือหุ้น
- ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท
3. เลิกโดยคำสั่งศาล เหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทคือ
- ทำผิดในการยื่นรายงานประชุมตั้งบริษัท
หรือทำผิดในการประชุมตั้งบริษัท
- บริษัทไม่เริ่มประกอบการภายใน 1 ปี นับแต่จดทะเบียน
หรือหยุดทำการถึง 1 ปี
- การค้ามีแต่ขาดทุนและไม่มีหวังฟื้นกลับคืน
- จำนวนผู้ถือหุ้นเหลือไม่ถึง 7 คน
เมื่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลเลิกกัน
บริษัทจะยังคงตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีและการเลิกบริษัทกรณีอื่นนอกจากล้มละลายต้องมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
เพื่อดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระสะสางบัญชีของบริษัทจำกัดให้เสร็จสิ้นไป
ขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีบริษัท
การเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด ในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัท
มีขั้นตอนดำเนินการรวม 8 ขั้นตอน
ดังต่อไปนี้
1. จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 2 ครั้ง
เพื่อลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท ดังนี้
- การประชุมครั้งแรก
- มีวาระพิจารณาเรื่องเลิกบริษัท
- ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะต้องลงมติให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 4
- การประชุมครั้งที่สอง
- มีวาระพิจารณา 3 วาระ คือ
ยืนยันมติให้เลิกบริษัทของที่ประชุมครั้งแรก และแต่งตั้ง ผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าตอบแทน
- ที่ประชุมจะต้องลงมติยืนยันให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
2 ใน 3 ส่วนมติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนใช้มติธรรมดาโดยเสียงข้างมาก
- การประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่สองจะต้องห่างจากการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า
14 วัน และไม่เกินกว่า 6 สัปดาห์
2. ผู้ชำระบัญชีต้องลงประกาศเลิกบริษัทในหนังสือพิมพ์ท้องที่
2 วัน
ต้องแจ้งการเลิกบริษัทให้เจ้าหนี้ทราบโดยส่งหนังสือลงทะเบียนไปรษณีย์
และต้องจดทะเบียนเลิกบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันเลิกบริษัท
3. จัดทำงบดุล ณ
วันเลิกบริษัทและส่งให้ผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบโดยเร็วที่สุด
4. เมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบงบดุลแล้วเห็นว่าถูกต้อง ให้ผู้ชำระบัญชีเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุล
และพิจารณาว่าจะให้กรรมการบริษัทเป็นผู้ชำระบัญชีต่อไปหรือจะแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้นใหม่
5. ผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการชำระบัญชีโดยรวบรวมทรัพย์สิน เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างอยู่
ขายทรัพย์สิน เรียกลูกหนี้ให้ชำระหนี้ ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้
ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายที่กรรมการบริษัทได้ออกไปในการดำเนินกิจการค้าแทนบริษัท
หากมีทรัพย์สินเหลือให้คืนทุนผู้ถือหุ้น
(กรณีการชำระบัญชีปรากฏว่าทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้สิน
ให้ผู้ชำระบัญชีร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้บริษัทจำกัดล้มละลาย)
6. ในกรณีที่ชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จ ผู้ชำระบัญชีต้องจัดทำรายงานการชำระบัญชี
(แบบ ลช.3) ยื่นต่อนายทะเบียนทุกระยะ
3 เดือน และในกรณีชำระบัญชีไม่เสร็จเกินกว่า 1 ปี ผู้ชำระบัญชีต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อครบปีทุกปี
เพื่อรายงานความเป็นไปของการชำระบัญชี
7. เมื่อผู้ชำระบัญชีดำเนินการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติรายงานผลการชำระบัญชี
8. เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติแล้ว
ผู้ชำระบัญชีต้องจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนภายใน 14 วัน
นับแต่วันประชุมอนุมัติเสร็จการชำระบัญชี
เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเลิกบริษัท
- คำขอจดทะเบียน (แบบ ลช.1)
- รายการจดทะเบียนเลิก (แบบ ลช.2)
- คำสั่งศาลให้เลิกบริษัท
(กรณีศาลสั่งเลิก)
- มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทุกคนเข้าประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งผู้อื่น
นอกจากกรรมการเป็นผู้ชำระบัญชี
(เฉพาะกรณีที่กรรมการทุกคนไม่ได้เป็นผู้ชำระบัญชีหรือมีการเลือกบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชี)
- สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
- สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ
(ถ้ามี)
- หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
- สำเนาใบมรณบัตร
(ใช้เฉพาะกรณีกรรมการถึงแก่กรรม)
อัตราค่าธรรมเนียม
- จดทะเบียนเลิก 400 บาท
- หนังสือรับรอง ฉบับละ 120 บาท
เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
- คำขอจดทะเบียน (แบบ ลช.1)
- รายการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
(แบบ ลช.5)
- รายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3)
- งบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท
- รายละเอียดบัญชีและสรรพเอกสาร
(แบบ ลช.6)
- แบบรับรองการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร
- สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
- สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ
(ถ้ามี)
- หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
คำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบสามารถขอซื้อได้ที่หน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกแห่งหรือ
Download ได้จากhttp://www.dbd.go.th/
อัตราค่าธรรมเนียม
- จดทะเบียนเสร็จชำระบัญชี 400 บาท
- หนังสือรับรอง ฉบับละ 120 บาท
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
1. กรรมการทุกคนย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทจำกัด
เว้นแต่จะมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
2. กรรมการบริษัท
มีอำนาจโดยตำแหน่งเดิมฉันใด เมื่อเป็นผู้ชำระบัญชีก็ยังคงมีอำนาจอยู่ฉันนั้น
3. งบดุลเพียงวันเลิกบริษัทจำกัด
หมายถึง งบดุล ณ วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัทจำกัด หรืองบดุล
ณ วันที่ นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องรับรองว่าถูกต้อง
4. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน
ผู้ชำระบัญชีผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียน
ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ
ให้ผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคล ดังต่อไปนี้
4.1 กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร
- พนักงานฝ่ายปกครอง
หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่
ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่
- สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภาหรือ
- บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด
ได้แก่
- ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- กรรมการและเจ้าหน้าที่หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด
ตามประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่อง
กำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้
(ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550
4.2 กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ
- เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยหรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์
ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น
หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว
- บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น
หรือ
- บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง
5. เมื่อได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว
การฟ้องคดีเรียกหนี้สินที่บริษัทจำกัด กรรมการหรือผู้ชำระบัญชีเป็นหนี้อยู่นั้น
จะต้องทำการฟ้องภายใน 2 ปี
นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเสร็จชำระบัญชี
ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิช
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558
ผลงานของเรา
บริษัท บุศราคัมการบัญชี จำกัด เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของผู้มีประสบการณ์ทางด้านการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี และภาษีอากร โดยทีมงานของบริษัทมีประสบการณ์ทางด้านบัญชีมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ทำให้สะสมประสบการณ์ทางด้านบัญชี เพื่อนำมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดประสงค์ นอกจากนี้การให้บริการของบริษัทฯ ยังถือได้ว่าครบวงจรของด้านบัญชีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บริการจดทะเบียน บริการจัดทำบัญชี บริการตรวจสอบบัญชี วางแผนภาษีอากร บริการว่าความ ประการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งลูกค้ามาใช้บริการกับบริษัทจะเรียกได้ว่ามาที่เดียวแล้วครบทุกการให้บริการ โดยทางสำนักงานเน้นเรื่องของคุณภาพพนักงาน มีระบบการคัดเลือกและพัฒนาพนักงานอย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 10 คน
นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้วสิ่งบริษัทยึดถือไว้เป็นหัวใจของการทำงานคือ “การปฏิบัติทางด้านวิชาชีพบัญชี ให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี และประมวลรัษฎากร” มาเป็นอันดับแรก
ทีมงาน
ฝ่ายบัญชีและตรวจสอบ
นางสาวบุศราคัม อุดมเลิศศรีนภา วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บัญชีบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
ตำแหน่ง ผู้จัดการบริษัท
นางสาววิมลรัตน์ ธรรมากรธนสาร
วุฒิการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน หัวหน้าฝ่ายบัญชี
นางสาวบุษบากร อิ่มใจดี
วุฒิการศึกษาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(ตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
ตำแหน่งงาน บัญชี
นางสาวปราณี แซ่เบ้
วุฒิการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน บัญชี
นางสาวศิริวรรณ จงดีเจริญ
วุฒิการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน บัญชี
ฝ่ายธุรการ-การเงิน
นางวิไล ธรรมากรธนสาร
วุฒิการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน ธุรการ-การเงิน
ฝ่ายทะเบียน
นายจิรพันธ์ ศรีวิเชียร
วุฒิการศึกษานายจิรพันธ์ ศรีวิเชียร
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(การตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน ทะเบียน
นายจิรวัฒน์ ศรีวิเชียร
วุฒิการศึกษาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(การตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน สำนักพิมพ์
ฝ่ายกฎหมาย
นายธนวรรธ กล้าปราบศึก
วุฒิการศึกษานิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน ทนายความ
นางสาวกนกพร ดีขยัน
วุฒิการศึกษานิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน ทนายความ
นางสาวกัลยา ดีขยัน
วุฒิการศึกษา
นิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน ผู้ช่วยทนายความ
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558
เพิ่งเปิดบริษัท ควรทำอย่างไร ภาค2
ขออภัยที่ห่างหายไปนานจ้าาา ไม่ได้หนีหายไปไหนนะคะ ง่วนกับการปิดบัญชีประจำปีอยู่ค่ะ ตอนนี้เริ่มว่างแล้ว ฝ้ายเลยมาอัพเดทข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในการทำบัญชีแก่ทุกๆท่านค่ะ
หลังจากเราเลือกได้แล้วจะจดทะเบียนแบบไหน
กรณีเลือกจดทะเบียนร้านค้า
- เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา เอกสารบิลซื้อขายค่าใช้จ่ายต่างๆ เก็บไว้บ้างค่ะ เวลายื่นภาษีบางทีสรรพากรก็สุ่มตรวจดูนะคะ
- เลือกหัก ค่าใช้จ่ายตามจริง อันนี้ต้องเก็บบิลให้ครบทุกใบเลยค่ะ ต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยค่ะ เปิดบิลขายสินค้า (ที่สำคัญบิลต้องถูกต้อง สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้ ถ้าหัวบิลเป็นพวกเงินสดๆ ร้านข้างทาง ไม่มีชื่อปั๊มว่าใครเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย ใช้ไม่ได้นะคะ รายละเอียดค่อนข้างเยอะค่ะ)
กรณีเลือกจดทะเบียนนิติบุคคล
- หักค่าใช้จ่ายได้แบบเดียวค่ะ ตามจริงเท่านั้น ต้องเก็บบิลให้ครบค่ะ และบิลต้องถูกต้องค่ะ ต้องเปิดบิลขายด้วยนะคะ
***ฟังดูเหมือนจะง่าย ไม่ยากสักเท่าไหร่ มีอะไรเก็บไว้ให้หมด***
ประเด็นที่สำคัญ (ที่พบจากลูกค้า SME 80%)
1. ส่วนใหญ่ไม่เก็บเอกสาร
2. เก็บเอกสารแต่บิลซื้อจากตาสีตาสาที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้
3. อยากทำบัญชีเอง ไม่ต้องจ้าง แต่ขาดความรู้ทำให้โดนสรรพากรประเมินภาษีที่ตกหล่น (ยังไม่รวมเบี้ยประเงินเพิ่ม ที่ไม่ได้ยื่นตามกำหนด)
อยากรู้ว่าในแต่ละเดือนต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ
http://nukbunche.blogspot.com/2015/06/blog-post.html
อยากรู้ว่าค่าปรับสรรพากร มีอะไรบ้าง ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ
http://nukbunche.blogspot.com/2015/06/blog-post_23.html
***ค่าปรับดังที่เห็นแล้วว่า หากท่านขาดความรู้ความเชี่ยวชาญแล้วย่อมจะทำให้เสียค่าปรับค่ะ แนะนำถ้าไม่ถนัดจริงๆ หาคนรู้จักที่มีประสบการณ์ด้านบัญชีดูแลเถอะค่ะ หรือเลือกใช้บริการเราก็ได้ค่ะ เริ่มต้นเดือนละ 500 บาทค่ะ***
งั้นเรามาดูกันก่อนแล้วกันนะคะเก็บเอกสารทำอย่างไรให้สรรพากรยอมรับ
เก็บเอกสารตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ใช้ไม่ได้เลยสักใบ
1. กรณี ไม่มีบิลค่ะ ทำใบรับเงินเลยค่ะ หน้าตาใบรับเงินเป็นแบบนี้ค่ะ หัวด้านบนเป็นชื่อเรานะคะ แล้วให้ผู้ที่รับเงินจากเรากรอกแบบฟอร์มค่ะ ชื่อ - สกุล ที่อยู่ เลขที่ประชาชน ได้รับเงินค่า??? กรณีเป็นนิติบุคคลมีการจ่ายค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยนะคะ ค่าจ้างแรงงาน3% ค่าบริการ3% ค่าเช่า5% ค่าโฆษณา2% ค่าขนส่ง1% และนำส่งภาษีประจำเดือนค่ะ (หากไม่ได้หัก ทำอย่างไรล่ะ เตรียมตัวนำส่งสรรพากรแทนเองเลยค่ะ ควักเนื้อ) อีกอย่างอย่าลืมออกหนังสือรับรอง หัก ณ ที่จ่าย ให้คนที่ถูกเราหัก นะคะ
2. กรณีมีบิล ก็ขอนามบัตรเค้ามาแนบนะคะ (แต่บิลต้องเป็นใบเสร็จ บิลเงินสดเท่านั้นนะคะ ใบส่งของใช้ไม่ได้จ้า)
หลังจากเราเลือกได้แล้วจะจดทะเบียนแบบไหน
กรณีเลือกจดทะเบียนร้านค้า
- เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา เอกสารบิลซื้อขายค่าใช้จ่ายต่างๆ เก็บไว้บ้างค่ะ เวลายื่นภาษีบางทีสรรพากรก็สุ่มตรวจดูนะคะ
- เลือกหัก ค่าใช้จ่ายตามจริง อันนี้ต้องเก็บบิลให้ครบทุกใบเลยค่ะ ต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยค่ะ เปิดบิลขายสินค้า (ที่สำคัญบิลต้องถูกต้อง สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้ ถ้าหัวบิลเป็นพวกเงินสดๆ ร้านข้างทาง ไม่มีชื่อปั๊มว่าใครเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย ใช้ไม่ได้นะคะ รายละเอียดค่อนข้างเยอะค่ะ)
กรณีเลือกจดทะเบียนนิติบุคคล
- หักค่าใช้จ่ายได้แบบเดียวค่ะ ตามจริงเท่านั้น ต้องเก็บบิลให้ครบค่ะ และบิลต้องถูกต้องค่ะ ต้องเปิดบิลขายด้วยนะคะ
***ฟังดูเหมือนจะง่าย ไม่ยากสักเท่าไหร่ มีอะไรเก็บไว้ให้หมด***
ประเด็นที่สำคัญ (ที่พบจากลูกค้า SME 80%)
1. ส่วนใหญ่ไม่เก็บเอกสาร
2. เก็บเอกสารแต่บิลซื้อจากตาสีตาสาที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้
3. อยากทำบัญชีเอง ไม่ต้องจ้าง แต่ขาดความรู้ทำให้โดนสรรพากรประเมินภาษีที่ตกหล่น (ยังไม่รวมเบี้ยประเงินเพิ่ม ที่ไม่ได้ยื่นตามกำหนด)
อยากรู้ว่าในแต่ละเดือนต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ
http://nukbunche.blogspot.com/2015/06/blog-post.html
อยากรู้ว่าค่าปรับสรรพากร มีอะไรบ้าง ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ
http://nukbunche.blogspot.com/2015/06/blog-post_23.html
***ค่าปรับดังที่เห็นแล้วว่า หากท่านขาดความรู้ความเชี่ยวชาญแล้วย่อมจะทำให้เสียค่าปรับค่ะ แนะนำถ้าไม่ถนัดจริงๆ หาคนรู้จักที่มีประสบการณ์ด้านบัญชีดูแลเถอะค่ะ หรือเลือกใช้บริการเราก็ได้ค่ะ เริ่มต้นเดือนละ 500 บาทค่ะ***
งั้นเรามาดูกันก่อนแล้วกันนะคะเก็บเอกสารทำอย่างไรให้สรรพากรยอมรับ
เก็บเอกสารตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ใช้ไม่ได้เลยสักใบ
1. กรณี ไม่มีบิลค่ะ ทำใบรับเงินเลยค่ะ หน้าตาใบรับเงินเป็นแบบนี้ค่ะ หัวด้านบนเป็นชื่อเรานะคะ แล้วให้ผู้ที่รับเงินจากเรากรอกแบบฟอร์มค่ะ ชื่อ - สกุล ที่อยู่ เลขที่ประชาชน ได้รับเงินค่า??? กรณีเป็นนิติบุคคลมีการจ่ายค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยนะคะ ค่าจ้างแรงงาน3% ค่าบริการ3% ค่าเช่า5% ค่าโฆษณา2% ค่าขนส่ง1% และนำส่งภาษีประจำเดือนค่ะ (หากไม่ได้หัก ทำอย่างไรล่ะ เตรียมตัวนำส่งสรรพากรแทนเองเลยค่ะ ควักเนื้อ) อีกอย่างอย่าลืมออกหนังสือรับรอง หัก ณ ที่จ่าย ให้คนที่ถูกเราหัก นะคะ
2. กรณีมีบิล ก็ขอนามบัตรเค้ามาแนบนะคะ (แต่บิลต้องเป็นใบเสร็จ บิลเงินสดเท่านั้นนะคะ ใบส่งของใช้ไม่ได้จ้า)
แบบฟอร์ม ใบรับเงิน
เบี้ยปรับเงินเพิ่ม (สรรพากร)
เบี้ยปรับเงินเพิ่ม
1.
ค่าปรับอาญา กรณีไม่ได้ยื่นแบบ ภพ30
(ไม่เคยยื่นแบบมาก่อน)
-
กำหนดการยื่นแบบ ภพ.30 ทุกวันที่
15 ของเดือนถัดไป
-
กรณียื่นแบบเกินกำหนดเวลา
แต่ไม่เกิน 7 วัน
ปรับ 300 บาท
-
กรณียื่นแบบเกินกำหนดเวลา
และเกิน 7 วัน
ปรับ 500 บาท
2.
เงินเพิ่ม
-
คิดในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน
ของภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น (เศษของเดือนนับเป็น 1
เดือน)
-
กรณีไม่มีภาษีที่ต้องเสีย
ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
แต่จะเสียค่าปรับอาญากรณีไม่ได้ยื่นแบบเท่านั้น
3.
เบี้ยปรับ คิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2
ถึง ร้อยละ 20
-
กรณียื่นเพิ่มเติม
(ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อนถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้)
ถ้าชำระภายใน 1-15
วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 2%
ถ้าชำระภายใน 16-30 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 5%
ถ้าชำระภายใน 31-60 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 10%
ถ้าชำระภายใน 60 วันไปแล้ว คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 20%
-
กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน
(อาจจะลืมยื่น หรือเงินไม่พอจ่ายเลยไม่ยื่น)
ถ้าชำระภายใน 1-15
วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 2% *2 เท่า
ถ้าชำระภายใน 16-30 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 5%
*2 เท่า
ถ้าชำระภายใน 31-60 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 10%
*2 เท่า
ถ้าชำระภายใน 60 วันไปแล้ว คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 20%
*2 เท่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








