แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัญชีภาษีอากร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัญชีภาษีอากร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สรุปนโยบายปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและSME

จากผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2547  คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับลดโครงสร้างภาษีดังนี้

1.     ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
              -   ขยายฐานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  สำหรับเงินได้สุทธิ (เงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน)  จากเดิม 80,000 บาท เป็น100,000 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 มีผลทำให้ ผู้มีเงินได้ที่เป็นโสดและมีเงินได้ไม่เกินเดือนละประมาณ 16,000 บาท/เดือน ไม่ต้องเสียภาษี 

              -   เพิ่มค่าลดหย่อนให้บุตรที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ภาษีแก่ลูกกตัญญู) โดยสามารถหักลดหย่อนได้ทั้งพ่อแม่ตนเองและคู่สมรส คนละ 30,000 บาท รวมสูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญๆ อาทิ บิดามารดา ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป, มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้แต่ไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่กับลูกก็ได้

              -   ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุนในRMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) โดยผ่อนปรนให้บุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุนที่ถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จากเดิมที่กำหนดให้ยกเว้นเฉพาะกรณีขายคืนหน่วยลงทุนเมื่อมีอายุ 55 ปีขึ้นไปเท่านั้น 

2.    ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจ SME  
             ธุรกิจขนาดย่อม (SME) ที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาท  ปรับลดอัตราภาษีเป็นดังนี้
              -   กำไรสุทธิ 1 ล้านบาทแรก  เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15% (อัตราเดิม 20%)  
              -   กำไรส่วนที่เกิน 1 ล้าน - 3 ล้าน เสียภาษีร้อยละ 25 
              -   กำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านขึ้นไป เสียร้อยละ 30 
         ทั้งนี้มีผลย้อนหลังคือ ใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิในรอบบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป 

3.    ภาษีมูลค่าเพิ่ม  ขยายฐานภาษีผู้ประกอบการขนาดย่อม จากเดิมที่กำหนดให้ให้ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1.2 ล้าน ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายฐานภาษีเป็น 1.8 ล้าน ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่ เดือนเมษายน 2548 เป็นต้นไป 

4.    ยกเว้นภาษีในโครงงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ และแก่เอกชนที่ดำเนินการปลูกป่าเองเพื่อร่วมในโครงการดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าตั้งแต่พ.ศ.2546-2550 เช่นเดียวกับการยกเว้นภาษ๊ที่กำหนดไว้ใน พรฎ.#317

5.    หักรายจ่ายได้ 2 เท่าแก่เงินสนับสนุนการศึกษาให้แก่สถานศึกษาของราชการ(ตามที่กระทรวงศึกษาฯ ให้ความเห็นชอบ ดูพรฎ.#420) ของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ(นิติบุคคล) หรือของเงินได้ที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ(บุคคลธรรมดา) 

ภาษีสรรพากร ปี 2553

ภาษีสรรพากร ปี 2553

โดยปกติผลการจัดเก็บภาษีเดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม 2552) ของกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากร มักจะวางแผนให้จัดเก็บให้ได้ตามเป้ามีผลการปฏิบัติงาน 
    
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลในเชิงจิตวิทยา แต่เดือนต่อ ๆ ไป ก็ต้องอาศัยความสามารถในการบริหารงานของอธิบดีของแต่ละหน่วยงาน กันล่ะครับ ดูอย่างปีก่อนพอเข้าเดือน พฤศจิกายน ภาษีเริ่มตก ๆ ๆ ๆ และตกเรื่อยมาตลอดปี แต่ก็มาฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย ของปีงบประมาณ ในส่วนของกรมสรรพากรนั้น ได้มีแถลงผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายน 2552 ว่า สามารถจัดเก็บภาษีอากรทุกประเภทรวมกันได้ 85,237 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2,023 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 2.43 และสูงกว่าประมาณการ 7,084 ล้านบาทหรือเท่ากับร้อยละ 9.06 (ประมาณการเดือนพฤศจิกายน 2552 จำนวน 78,152 ล้านบาท) ส่งผลให้ผลการจัดเก็บภาษีตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.-พ.ย. 52) มียอดการจัดเก็บทุกประเภทภาษีสะสมถึง 157,464 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 14,073 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 9.81 
    
ตัวเลขผลการจัดเก็บดังกล่าวอาจใช้เป็นดัชนีชี้วัดสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่ดีได้อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดของผลการจัดเก็บภาษีทุกประเภทโดยรวมสูงกว่าประมาณการทุกประเภทภาษี มีเพียงภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้นที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ อันเนื่องมาจากการลดอัตราภาษีธุรกิจ เฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์จากร้อยละ 3.0 เหลือร้อยละ 0.01 โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม 
    
ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศนั้น กรมสรรพากรก็ได้แจ้งแถลงไขว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ต.ค. 52=39,409 ล้านบาท พ.ย. 52= 40,512 ล้านบาท อันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับในอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 
    
นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีใน เดือนธันวาคม 2552 (วันที่ 1-8 ธันวาคม 2552) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีที่จัดเก็บได้ จากภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.93 ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.54 กรมสรรพากร จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ และสูงกว่าระยะเดียวกันของปีก่อน 
    
เป็นสัญญาณที่ดีที่คาดหมายได้ว่า เดือนธันวาคมนี้กรมสรรพากรจะสามารถจัดเก็บภาษีโดยรวมได้สูงกว่าประมาณการ 8,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 14.30 (ประมาณการจัดเก็บเดือนธันวาคม 2552 จำนวน 60,281 ล้านบาท) 
    
เมื่อพิจารณาโดยวิเคราะห์แนวโน้มผลจัดเก็บทั้งปีผนวกกับการดำเนินการตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพทางภาษีโดยรวมแล้ว คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ภาษีสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้แน่นอน
    
หนักแน่นดีเหลือเกินครับ สำหรับยืนยัน ต้นปีใหม่เรามาติดตามผลการจัดเก็บของกรมสรรพากรในไตรมาสแรกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ 






ที่มา : dailynews.co.th

ลดหย่อนภาษี

สิทธิลดหย่อนภาษี รู้ไว้มากประโยชน์
อย่าคิดว่าการเสียภาษีเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ และไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับภาษีก็ได้เพราะความเป็นจริงภาษี คือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนค่ะ พูดถึงเรื่องเสียภาษี บางคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าใดนักเพราะเข้าใจว่าในแต่ละเดือนหรือในแต่ละปีได้เสียภาษีเป็นประจำอยู่แล้ว บางคนยังละเลยไม่ยื่นภาษีประจำปีจนกรมสรรพากรต้องเรียกเก็ยย้อนหลังก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ภาษีนั้นคือรายการหนึ่งที่ต้องอยู่ในบัญชีรายจ่ายของครอบครัว ดิฉันอยากจะบอกว่า หน้าที่และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับ
เรื่องภาษีอากรนั้น คือสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้

เสียภาษีคือหน้าที่
หากพูดถึงเรื่องการเสียภาษี อาจทำให้หลายคนมีรายได้จำนวนมากคิดและรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมา แต่คุณก็ต้องคืนเงินส่วนหนึ่งจากที่ได้มามากนั้นให้กับประเทศเป้นจำนวนมากด้วยเช่นกันขอให้ความสำคัญและรับผิดชอบ
ในเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะใครก็ตามที่เป็นบุคคลที่มีรายได้ก็จะต้องถูกหักภาษี หากใครก็ตามที่กำลังรู้สึกเสียดายเงิน
ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ดิฉันขอให้เลิกคิดเสียดายเงินได้แล้วค่ะ เพราะประเทศเราจะเจริญก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายภาษีของประชาชนนั่นเองนั่นหมายความว่าการเสียภาษีตามกฎหมายนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ภาษีสังคมนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของคุณเองว่าจะหลบหลีกได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน!

ดิฉันเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณะสมบัติต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั้น ส่วนหนึ่งมาจาก
เงินภาษีของคุณ อย่านำเอารายจ่ายที่ถูกหักเพียงน้อยนิดในแต่ละเดือนมานั่งคำนวณให้ปวดหัวดีกว่าค่ะ สิทธิประโยชน์จากการเสียภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณสัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณ
สัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีมากมายเหลือเกิน อย่าคิดเลี่ยงหรือหลบหลีกที่จะจ่ายภาษีอีกต่อไป เพราะฉบับนี้ดิฉันขอบอกให้คุณรู้ว่า ทุกๆ คนที่เสียภาษีจะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

6 สิทธิ..ลดหย่อนภาษี
ก่อนที่จะรู้ว่าคุณได้สิทธิ์ในการลดหย่อนอย่างไรบ้าง ดิฉันขอทำความเข้าใจถึงหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้ก่อน เพราะการจัดเก็บภาษีนั้นครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่างๆ ซึ่งก็มีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้ที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะจ่ายภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนดค่ะ มาถึงตรงนี้อาจทำให้
หลายคนยิ้มออกแล้ว เรามาดูกันต่อว่าคุณจะสามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้ในกรณีไหนบ้าง

  1. การลดหย่อนในกรณีมีบุตร ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมก็ตาม สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท แต่ได้ไม่เกิน 3 คน และอายุไม่เกิน 25 ปี หากยังศึกษาอยู่ในมหาวิทลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศก็สามารถลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอ่านคอลัมน์นี้อยู่รีบศึกษาเรื่องนี้กันได้แล้ว
  2. ผู้ที่ทำประกันชีวิต สามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อีกทางหนึ่งค่ะ เพราะเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 40,000 บาทที่จ่ายไป เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่ต้องเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป ดังนั้นทุกครั้งที่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีก็อย่าลืมค้นหาใบเสร็จรับเงินแนบไปด้วยทุกครั้ง
  3. สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น สามารถนำมาหัก ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี
  4. การบริจาคเงิน ไม่ว่าคุณจะใจบุญแค่ไหนก็ตาม หลังบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ แล้ว ถ้าสามารถขอหลักฐานการบริจาคได้จะดีมากค่ะ เพราะเงินที่บริจาคแก่การกุศล ก็นำมาหักภาษีได้เท่าจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้นั่นหมายความว่าการบริจาคทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือองค์กรก็จะได้รับสิทธิ์
    ดังกล่าวเช่นกัน
  5. สมาชิกกองทุนประกันสังคม ก็จะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย เพราะเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งของคุณพ่อและคุณแม่ หรือผู้ที่ไม่ได้ทำงานแต่ยังรักษาสิทธิ์การเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบต่อเนื่องก็สามารถ
    นำมาหักลดหย่อนภาษีได้
  6. ผู้ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุพการี สำหรับเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และเชื่อว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนสำหรับคนส่วนใหญ่ หากวันนี้คุณมีหน้าที่ต้องดูแลบุพการี ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีได้จำนวน 3 หมื่นบาท แต่กรมสรรพากรให้สิทธิ์นี้กับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น ดิฉันขอแนะนำให้คุณสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากกรมสรรพากร เพื่อจะได้ศึกษาเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าวต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นเงินทำบุญ เลี้ยงดูบุตรและภรรยา ค่าเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ สามารถนำมาหักและลดหย่อนภาษีได้ 5 หมื่นบาท นอกจากนี้แล้วเงินลงทุนในกองทุนต่างๆ ที่สรรพากรได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามเงินลงทุนจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี
อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงเห็นความสำคัญของการจ่ายภาษีมากขึ้น อย่าหลบหลีกหรือเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีเงินได้อีกต่อไปเลยค่ะ เพราะกฎหมายนั้นได้ให้สิทธิประโยชน์ของทุกๆ คนที่จ่ายภาษีเช่นกัน สิ้นปีนี้ก็อย่าลืมคำนวณรายได้และหักลดหย่อนกับสิทธิพิเศษที่คุณได้รับนะคะ


ที่มา : www.suretax-accounting.com

ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร

ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร
ในการจัดทำบัญชีของธุรกิจนอกจากจะต้องมีความรู้ด้านบัญชีไม่ว่าจะเป็นหลักการบัญชีทั่วไป มาตรฐานการบัญชีแล้ว นักบัญชีและผู้บริหารกิจการจะต้องมีความรู้ด้านภาษีอากรอีกด้วย
ดังนั้นการจัดทำงานเกี่ยวกับบัญชีจะต้องมีแนวทาง ที่จะกำหนดในการจัดทำเพราะต้องคำนึงถึงทั้งหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งมักจะพบว่า บัญชีที่ ได้จัดทำนั้นไม่ตอบสนองกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายภาษีอากร มีข้อขัดแย้งกับที่นักบัญชีจะต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงให้เป็น ที่ยอมรับและถูกต้องทั้งด้านการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร จะเห็นได้ว่าหากนักบัญชีได้มีการจัดทำบัญชีตั้งแต่สมุดรายวันขั้นต้น สมุดขั้นปลาย งบทดลอง งบการเงิน นักบัญชีจะยึดหลักการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี อีกนัยหนึ่งก็คือยึดหลักของบัญชีการเงิน (Financial Accounting) นักบัญชีจะต้องนำข้อมูลทางบัญชีการเงินมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากรซึ่งก็คือการบัญชีภาษีอากร (Tax Accounting) ข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินกับบัญชีภาษีอากรจึงสรุปได้ดังต่อไปนี้
บัญชีการเงิน (Financial Accounting)
เป็นการจัดทำบัญชีเพื่อบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ตลอดจนการแสดงฐานะการเงินของกิจการในการจัดทำงบการเงิน แสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการเพื่อรายงานต่อผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น บุคคลภายนอก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุน งบต้นทุนผลิต งบดุล งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบประกอบอื่นและหมายเหตุประกอบงบการเงินของกิจการ และรายละเอียดประกอบการจัดทำรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
บัญชีภาษีอากร (Tax Accounting)
เป็นการนำหลักเกณฑ์ทางบัญชี มาตรฐานการบัญชี มาปรับให้เข้ากับประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษีอากรต่างๆ ให้สอดคล้องกันเพื่อให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ เงื่อนไขการรับรู้รายได้และรายจ่ายของกิจการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรืออากรแสตมป์ สืบเนื่องมาจากหลักการบัญชี หลายประการที่ขัดแย้งไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากรนั่นเอง มักจะพบเห็นกันเมื่อมีการจัดทำบัญชีของธุรกิจในแต่ละรายการค้าแต่ละงวดบัญชีมักจะปรากฏอยู่เสมอว่า หลักในการจัดทำบัญชีไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร ซึ่งผู้จัดทำบัญชีจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรายการค้าที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษีอากรที่ได้กำหนดเอาไว้
นักบัญชีส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีการเงิน แต่ขาดความเข้าใจในตัวบทกฎหมายภาษีอากรโดยเฉพาะการนำกฎหมายภาษีอากรมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันกับหลักการบัญชี โดยมากแล้วนักบัญชีมักจะทราบแต่พื้นฐานเบื้องต้นในการคำนวณหรือชำระภาษีอากร เช่น อัตราร้อยละของภาษีที่ต้องชำระ ต้องหักและนำส่งเท่านั้น
สรุปวัตถุประสงค์ของข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินและบัญชีภาษีอากรได้ดังนี้
บัญชีการเงิน
1.      ช่วยในด้านการควบคุมรายรับ ? รายจ่ายสินทรัพย์ - หนี้สินและส่วนของเจ้าของ
2.      ช่วยในการบริหารงานของกิจการ
3.      ช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานขยาย ? เลิกกิจการ ฯลฯ
4.      เพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ต้องการข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ
5.      หลักฐานพิสูจน์ความถูกต้องในการจัดทำบัญชี การรวบรวมข้อมูลทางบัญชีการเงิน
บัญชีภาษีอากร
1.      ปรับหลักการบัญชีให้เข้ากับกฎหมายภาษีอากร
2.      หาข้อยุติทางบัญชีและภาษีอากรให้สอดคล้องกัน
3.      ปรับปรุงการบันทึกบัญชีให้เหมาะสมถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากร
4.      จัดทำบัญชีที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดให้ทำ เช่น บัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการนำส่งภาษีรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม
5.      ปรับปรุงรายรับทางบัญชีให้ตรงกับภาษีอากร


ที่มา : www.cpaccount.net

Disqus Shortname

Comments system