จากผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับลดโครงสร้างภาษีดังนี้
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
ขยายฐานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้สุทธิ
(เงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) จากเดิม 80,000 บาท เป็น100,000 บาท
โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 มีผลทำให้
ผู้มีเงินได้ที่เป็นโสดและมีเงินได้ไม่เกินเดือนละประมาณ 16,000 บาท/เดือน ไม่ต้องเสียภาษี
- เพิ่มค่าลดหย่อนให้บุตรที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ภาษีแก่ลูกกตัญญู) โดยสามารถหักลดหย่อนได้ทั้งพ่อแม่ตนเองและคู่สมรส
คนละ 30,000 บาท รวมสูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญๆ
อาทิ บิดามารดา ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป, มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท
และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้แต่ไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่กับลูกก็ได้
- ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุนในRMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) โดยผ่อนปรนให้บุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ
ที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุนที่ถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
จากเดิมที่กำหนดให้ยกเว้นเฉพาะกรณีขายคืนหน่วยลงทุนเมื่อมีอายุ 55 ปีขึ้นไปเท่านั้น
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจ SME
ธุรกิจขนาดย่อม (SME) ที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาท ปรับลดอัตราภาษีเป็นดังนี้
-
กำไรสุทธิ 1 ล้านบาทแรก เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15% (อัตราเดิม 20%)
- กำไรส่วนที่เกิน 1 ล้าน - 3 ล้าน เสียภาษีร้อยละ 25
- กำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านขึ้นไป เสียร้อยละ 30
ทั้งนี้มีผลย้อนหลังคือ
ใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิในรอบบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายฐานภาษีผู้ประกอบการขนาดย่อม จากเดิมที่กำหนดให้ให้ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1.2 ล้าน
ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายฐานภาษีเป็น 1.8 ล้าน ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่ เดือนเมษายน 2548 เป็นต้นไป
4. ยกเว้นภาษีในโครงงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ และแก่เอกชนที่ดำเนินการปลูกป่าเองเพื่อร่วมในโครงการดังกล่าว
สำหรับค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าตั้งแต่พ.ศ.2546-2550 เช่นเดียวกับการยกเว้นภาษ๊ที่กำหนดไว้ใน พรฎ.#317
5. หักรายจ่ายได้ 2 เท่าแก่เงินสนับสนุนการศึกษาให้แก่สถานศึกษาของราชการ(ตามที่กระทรวงศึกษาฯ ให้ความเห็นชอบ ดูพรฎ.#420) ของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ(นิติบุคคล)
หรือของเงินได้ที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ(บุคคลธรรมดา)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัญชีภาษีอากร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัญชีภาษีอากร แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ภาษีสรรพากร ปี 2553
ภาษีสรรพากร ปี 2553
โดยปกติผลการจัดเก็บภาษีเดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม 2552) ของกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากร มักจะวางแผนให้จัดเก็บให้ได้ตามเป้ามีผลการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลในเชิงจิตวิทยา แต่เดือนต่อ ๆ ไป ก็ต้องอาศัยความสามารถในการบริหารงานของอธิบดีของแต่ละหน่วยงาน กันล่ะครับ ดูอย่างปีก่อนพอเข้าเดือน พฤศจิกายน ภาษีเริ่มตก ๆ ๆ ๆ และตกเรื่อยมาตลอดปี แต่ก็มาฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย ของปีงบประมาณ ในส่วนของกรมสรรพากรนั้น ได้มีแถลงผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายน 2552 ว่า สามารถจัดเก็บภาษีอากรทุกประเภทรวมกันได้ 85,237 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2,023 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 2.43 และสูงกว่าประมาณการ 7,084 ล้านบาทหรือเท่ากับร้อยละ 9.06 (ประมาณการเดือนพฤศจิกายน 2552 จำนวน 78,152 ล้านบาท) ส่งผลให้ผลการจัดเก็บภาษีตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.-พ.ย. 52) มียอดการจัดเก็บทุกประเภทภาษีสะสมถึง 157,464 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 14,073 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 9.81
ตัวเลขผลการจัดเก็บดังกล่าวอาจใช้เป็นดัชนีชี้วัดสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่ดีได้อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดของผลการจัดเก็บภาษีทุกประเภทโดยรวมสูงกว่าประมาณการทุกประเภทภาษี มีเพียงภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้นที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ อันเนื่องมาจากการลดอัตราภาษีธุรกิจ เฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์จากร้อยละ 3.0 เหลือร้อยละ 0.01 โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม
ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศนั้น กรมสรรพากรก็ได้แจ้งแถลงไขว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ต.ค. 52=39,409 ล้านบาท พ.ย. 52= 40,512 ล้านบาท อันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับในอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “การจัดเก็บภาษีใน เดือนธันวาคม 2552 (วันที่ 1-8 ธันวาคม 2552) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีที่จัดเก็บได้ จากภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.93 ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.54 กรมสรรพากร จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ และสูงกว่าระยะเดียวกันของปีก่อน
เป็นสัญญาณที่ดีที่คาดหมายได้ว่า เดือนธันวาคมนี้กรมสรรพากรจะสามารถจัดเก็บภาษีโดยรวมได้สูงกว่าประมาณการ 8,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 14.30 (ประมาณการจัดเก็บเดือนธันวาคม 2552 จำนวน 60,281 ล้านบาท)
เมื่อพิจารณาโดยวิเคราะห์แนวโน้มผลจัดเก็บทั้งปีผนวกกับการดำเนินการตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพทางภาษีโดยรวมแล้ว คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ภาษีสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้แน่นอน”
หนักแน่นดีเหลือเกินครับ สำหรับยืนยัน ต้นปีใหม่เรามาติดตามผลการจัดเก็บของกรมสรรพากรในไตรมาสแรกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ
ที่มา : dailynews.co.th
ลดหย่อนภาษี
สิทธิลดหย่อนภาษี
รู้ไว้มากประโยชน์
อย่าคิดว่าการเสียภาษีเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ
และไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับภาษีก็ได้เพราะความเป็นจริงภาษี
คือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนค่ะ พูดถึงเรื่องเสียภาษี
บางคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าใดนักเพราะเข้าใจว่าในแต่ละเดือนหรือในแต่ละปีได้เสียภาษีเป็นประจำอยู่แล้ว
บางคนยังละเลยไม่ยื่นภาษีประจำปีจนกรมสรรพากรต้องเรียกเก็ยย้อนหลังก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ภาษีนั้นคือรายการหนึ่งที่ต้องอยู่ในบัญชีรายจ่ายของครอบครัว
ดิฉันอยากจะบอกว่า หน้าที่และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรนั้น คือสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้
เสียภาษีคือหน้าที่
หากพูดถึงเรื่องการเสียภาษี
อาจทำให้หลายคนมีรายได้จำนวนมากคิดและรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมา แต่คุณก็ต้องคืนเงินส่วนหนึ่งจากที่ได้มามากนั้นให้กับประเทศเป้นจำนวนมากด้วยเช่นกันขอให้ความสำคัญและรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะใครก็ตามที่เป็นบุคคลที่มีรายได้ก็จะต้องถูกหักภาษี หากใครก็ตามที่กำลังรู้สึกเสียดายเงิน
ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ดิฉันขอให้เลิกคิดเสียดายเงินได้แล้วค่ะ เพราะประเทศเราจะเจริญก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายภาษีของประชาชนนั่นเองนั่นหมายความว่าการเสียภาษีตามกฎหมายนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ภาษีสังคมนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของคุณเองว่าจะหลบหลีกได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน!
ดิฉันเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณะสมบัติต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั้น ส่วนหนึ่งมาจาก
เงินภาษีของคุณ อย่านำเอารายจ่ายที่ถูกหักเพียงน้อยนิดในแต่ละเดือนมานั่งคำนวณให้ปวดหัวดีกว่าค่ะ สิทธิประโยชน์จากการเสียภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณสัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณ
สัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีมากมายเหลือเกิน อย่าคิดเลี่ยงหรือหลบหลีกที่จะจ่ายภาษีอีกต่อไป เพราะฉบับนี้ดิฉันขอบอกให้คุณรู้ว่า ทุกๆ คนที่เสียภาษีจะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน
6
สิทธิ..ลดหย่อนภาษี
ก่อนที่จะรู้ว่าคุณได้สิทธิ์ในการลดหย่อนอย่างไรบ้าง
ดิฉันขอทำความเข้าใจถึงหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้ก่อน
เพราะการจัดเก็บภาษีนั้นครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล
และนิติบุคคลประเภทต่างๆ ซึ่งก็มีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้ที่แตกต่างกันไป
ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะจ่ายภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนดค่ะ มาถึงตรงนี้อาจทำให้หลายคนยิ้มออกแล้ว เรามาดูกันต่อว่าคุณจะสามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้ในกรณีไหนบ้าง
- การลดหย่อนในกรณีมีบุตร
ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมก็ตาม
สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท
แต่ได้ไม่เกิน 3 คน และอายุไม่เกิน 25 ปี
หากยังศึกษาอยู่ในมหาวิทลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศก็สามารถลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ
2,000 บาท
คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอ่านคอลัมน์นี้อยู่รีบศึกษาเรื่องนี้กันได้แล้ว
- ผู้ที่ทำประกันชีวิต
สามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อีกทางหนึ่งค่ะ
เพราะเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน
40,000 บาทที่จ่ายไป
เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่ต้องเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยไม่ต่ำกว่า
10 ปีขึ้นไป ดังนั้นทุกครั้งที่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีก็อย่าลืมค้นหาใบเสร็จรับเงินแนบไปด้วยทุกครั้ง
- สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น
สามารถนำมาหัก ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000
บาทต่อปี
- การบริจาคเงิน
ไม่ว่าคุณจะใจบุญแค่ไหนก็ตาม หลังบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ
แล้ว ถ้าสามารถขอหลักฐานการบริจาคได้จะดีมากค่ะ เพราะเงินที่บริจาคแก่การกุศล
ก็นำมาหักภาษีได้เท่าจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ได้ไม่เกินร้อยละ 10
ของรายได้นั่นหมายความว่าการบริจาคทุกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือองค์กรก็จะได้รับสิทธิ์
ดังกล่าวเช่นกัน - สมาชิกกองทุนประกันสังคม
ก็จะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย
เพราะเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม
ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งของคุณพ่อและคุณแม่ หรือผู้ที่ไม่ได้ทำงานแต่ยังรักษาสิทธิ์การเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบต่อเนื่องก็สามารถ
นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ - ผู้ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุพการี
สำหรับเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
และเชื่อว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนสำหรับคนส่วนใหญ่ หากวันนี้คุณมีหน้าที่ต้องดูแลบุพการี
ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อายุ 60 ปีขึ้นไป
ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีได้จำนวน 3 หมื่นบาท
แต่กรมสรรพากรให้สิทธิ์นี้กับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น
ดิฉันขอแนะนำให้คุณสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากกรมสรรพากร เพื่อจะได้ศึกษาเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าวต่อไป
อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงเห็นความสำคัญของการจ่ายภาษีมากขึ้น อย่าหลบหลีกหรือเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีเงินได้อีกต่อไปเลยค่ะ เพราะกฎหมายนั้นได้ให้สิทธิประโยชน์ของทุกๆ คนที่จ่ายภาษีเช่นกัน สิ้นปีนี้ก็อย่าลืมคำนวณรายได้และหักลดหย่อนกับสิทธิพิเศษที่คุณได้รับนะคะ
ที่มา
: www.suretax-accounting.com
ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร
ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร
ในการจัดทำบัญชีของธุรกิจนอกจากจะต้องมีความรู้ด้านบัญชีไม่ว่าจะเป็นหลักการบัญชีทั่วไป
มาตรฐานการบัญชีแล้ว
นักบัญชีและผู้บริหารกิจการจะต้องมีความรู้ด้านภาษีอากรอีกด้วย
ดังนั้นการจัดทำงานเกี่ยวกับบัญชีจะต้องมีแนวทาง
ที่จะกำหนดในการจัดทำเพราะต้องคำนึงถึงทั้งหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร
ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งมักจะพบว่า บัญชีที่
ได้จัดทำนั้นไม่ตอบสนองกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายภาษีอากร
มีข้อขัดแย้งกับที่นักบัญชีจะต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงให้เป็น
ที่ยอมรับและถูกต้องทั้งด้านการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร จะเห็นได้ว่าหากนักบัญชีได้มีการจัดทำบัญชีตั้งแต่สมุดรายวันขั้นต้น
สมุดขั้นปลาย งบทดลอง งบการเงิน นักบัญชีจะยึดหลักการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี
อีกนัยหนึ่งก็คือยึดหลักของบัญชีการเงิน (Financial Accounting) นักบัญชีจะต้องนำข้อมูลทางบัญชีการเงินมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากรซึ่งก็คือการบัญชีภาษีอากร
(Tax Accounting) ข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินกับบัญชีภาษีอากรจึงสรุปได้ดังต่อไปนี้
บัญชีการเงิน (Financial Accounting)
เป็นการจัดทำบัญชีเพื่อบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี
ตลอดจนการแสดงฐานะการเงินของกิจการในการจัดทำงบการเงิน
แสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการเพื่อรายงานต่อผู้บริหาร
ผู้ถือหุ้น บุคคลภายนอก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุน
งบต้นทุนผลิต งบดุล งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น
งบประกอบอื่นและหมายเหตุประกอบงบการเงินของกิจการ
และรายละเอียดประกอบการจัดทำรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
บัญชีภาษีอากร (Tax Accounting)
เป็นการนำหลักเกณฑ์ทางบัญชี
มาตรฐานการบัญชี มาปรับให้เข้ากับประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษีอากรต่างๆ
ให้สอดคล้องกันเพื่อให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ
เงื่อนไขการรับรู้รายได้และรายจ่ายของกิจการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรืออากรแสตมป์
สืบเนื่องมาจากหลักการบัญชี หลายประการที่ขัดแย้งไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากรนั่นเอง
มักจะพบเห็นกันเมื่อมีการจัดทำบัญชีของธุรกิจในแต่ละรายการค้าแต่ละงวดบัญชีมักจะปรากฏอยู่เสมอว่า
หลักในการจัดทำบัญชีไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร
ซึ่งผู้จัดทำบัญชีจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรายการค้าที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษีอากรที่ได้กำหนดเอาไว้
นักบัญชีส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีการเงิน
แต่ขาดความเข้าใจในตัวบทกฎหมายภาษีอากรโดยเฉพาะการนำกฎหมายภาษีอากรมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันกับหลักการบัญชี
โดยมากแล้วนักบัญชีมักจะทราบแต่พื้นฐานเบื้องต้นในการคำนวณหรือชำระภาษีอากร เช่น
อัตราร้อยละของภาษีที่ต้องชำระ ต้องหักและนำส่งเท่านั้น
สรุปวัตถุประสงค์ของข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินและบัญชีภาษีอากรได้ดังนี้
บัญชีการเงิน
1.
ช่วยในด้านการควบคุมรายรับ ? รายจ่ายสินทรัพย์ - หนี้สินและส่วนของเจ้าของ
2.
ช่วยในการบริหารงานของกิจการ
3.
ช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานขยาย ? เลิกกิจการ ฯลฯ
4.
เพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ต้องการข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ
5.
หลักฐานพิสูจน์ความถูกต้องในการจัดทำบัญชี
การรวบรวมข้อมูลทางบัญชีการเงิน
บัญชีภาษีอากร
1.
ปรับหลักการบัญชีให้เข้ากับกฎหมายภาษีอากร
2.
หาข้อยุติทางบัญชีและภาษีอากรให้สอดคล้องกัน
3.
ปรับปรุงการบันทึกบัญชีให้เหมาะสมถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากร
4.
จัดทำบัญชีที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดให้ทำ เช่น
บัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการนำส่งภาษีรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม
5.
ปรับปรุงรายรับทางบัญชีให้ตรงกับภาษีอากร
ที่มา : www.cpaccount.net
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)