วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การจดทะเบียนเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด

การจดทะเบียนเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด  >>>จดทะเบียนเลิกคลิ๊ก<<<
บริษัทจำกัดอาจเลิกกันได้หลายกรณี ดังต่อไปนี้
1. เลิกโดยผลของกฎหมาย
  • กรณีข้อบังคับกำหนดเหตุเลิกไว้และเมื่อมีเหตุนั้นเกิดขึ้น
  • ตั้งบริษัทโดยกำหนดระยะเวลาไว้และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลานั้น
  • ตั้งบริษัทเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อทำกิจการนั้นเสร็จแล้ว
  • บริษัทล้มละลาย
  • นายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียน (ถอนทะเบียนร้าง)
2. โดยความประสงค์ของผู้ถือหุ้น
  • ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท
3. เลิกโดยคำสั่งศาล เหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทคือ
  • ทำผิดในการยื่นรายงานประชุมตั้งบริษัท หรือทำผิดในการประชุมตั้งบริษัท
  • บริษัทไม่เริ่มประกอบการภายใน 1 ปี นับแต่จดทะเบียน หรือหยุดทำการถึง 1 ปี
  • การค้ามีแต่ขาดทุนและไม่มีหวังฟื้นกลับคืน
  • จำนวนผู้ถือหุ้นเหลือไม่ถึง 7 คน
เมื่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลเลิกกัน บริษัทจะยังคงตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีและการเลิกบริษัทกรณีอื่นนอกจากล้มละลายต้องมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี เพื่อดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระสะสางบัญชีของบริษัทจำกัดให้เสร็จสิ้นไป
ขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีบริษัท
การเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด ในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัท มีขั้นตอนดำเนินการรวม 8 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 2 ครั้ง เพื่อลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท ดังนี้
  • การประชุมครั้งแรก
          - มีวาระพิจารณาเรื่องเลิกบริษัท
          - ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะต้องลงมติให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4
  • การประชุมครั้งที่สอง
          - มีวาระพิจารณา 3 วาระ คือ ยืนยันมติให้เลิกบริษัทของที่ประชุมครั้งแรก และแต่งตั้ง ผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าตอบแทน
          - ที่ประชุมจะต้องลงมติยืนยันให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ส่วนมติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนใช้มติธรรมดาโดยเสียงข้างมาก
          - การประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่สองจะต้องห่างจากการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 14 วัน และไม่เกินกว่า 6 สัปดาห์
2. ผู้ชำระบัญชีต้องลงประกาศเลิกบริษัทในหนังสือพิมพ์ท้องที่ 2 วัน
    ต้องแจ้งการเลิกบริษัทให้เจ้าหนี้ทราบโดยส่งหนังสือลงทะเบียนไปรษณีย์ และต้องจดทะเบียนเลิกบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันเลิกบริษัท
3. จัดทำงบดุล ณ วันเลิกบริษัทและส่งให้ผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบโดยเร็วที่สุด
4. เมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบงบดุลแล้วเห็นว่าถูกต้อง ให้ผู้ชำระบัญชีเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุล และพิจารณาว่าจะให้กรรมการบริษัทเป็นผู้ชำระบัญชีต่อไปหรือจะแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้นใหม่
5. ผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการชำระบัญชีโดยรวบรวมทรัพย์สิน เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างอยู่ ขายทรัพย์สิน เรียกลูกหนี้ให้ชำระหนี้ ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายที่กรรมการบริษัทได้ออกไปในการดำเนินกิจการค้าแทนบริษัท หากมีทรัพย์สินเหลือให้คืนทุนผู้ถือหุ้น
(กรณีการชำระบัญชีปรากฏว่าทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้สิน ให้ผู้ชำระบัญชีร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้บริษัทจำกัดล้มละลาย)
6. ในกรณีที่ชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จ ผู้ชำระบัญชีต้องจัดทำรายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3) ยื่นต่อนายทะเบียนทุกระยะ 3 เดือน และในกรณีชำระบัญชีไม่เสร็จเกินกว่า 1 ปี ผู้ชำระบัญชีต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อครบปีทุกปี เพื่อรายงานความเป็นไปของการชำระบัญชี
7. เมื่อผู้ชำระบัญชีดำเนินการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติรายงานผลการชำระบัญชี
8. เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันประชุมอนุมัติเสร็จการชำระบัญชี
เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเลิกบริษัท
  • คำขอจดทะเบียน (แบบ ลช.1)
  • รายการจดทะเบียนเลิก (แบบ ลช.2)
  • คำสั่งศาลให้เลิกบริษัท (กรณีศาลสั่งเลิก)
  • มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทุกคนเข้าประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งผู้อื่น นอกจากกรรมการเป็นผู้ชำระบัญชี (เฉพาะกรณีที่กรรมการทุกคนไม่ได้เป็นผู้ชำระบัญชีหรือมีการเลือกบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชี)
  • สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
  • สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
  • สำเนาใบมรณบัตร (ใช้เฉพาะกรณีกรรมการถึงแก่กรรม)
อัตราค่าธรรมเนียม
  • จดทะเบียนเลิก 400 บาท
  • หนังสือรับรอง ฉบับละ 120 บาท
เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
  • คำขอจดทะเบียน (แบบ ลช.1)
  • รายการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี (แบบ ลช.5)
  • รายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3)
  • งบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท
  • รายละเอียดบัญชีและสรรพเอกสาร (แบบ ลช.6)
  • แบบรับรองการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร
  • สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
  • สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
คำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบสามารถขอซื้อได้ที่หน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกแห่งหรือ Download ได้จากhttp://www.dbd.go.th/
อัตราค่าธรรมเนียม
  • จดทะเบียนเสร็จชำระบัญชี 400 บาท
  • หนังสือรับรอง ฉบับละ 120 บาท
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
1. กรรมการทุกคนย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทจำกัด เว้นแต่จะมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
2. กรรมการบริษัท มีอำนาจโดยตำแหน่งเดิมฉันใด เมื่อเป็นผู้ชำระบัญชีก็ยังคงมีอำนาจอยู่ฉันนั้น
3. งบดุลเพียงวันเลิกบริษัทจำกัด หมายถึง งบดุล ณ วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัทจำกัด หรืองบดุล ณ วันที่ นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องรับรองว่าถูกต้อง
4. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน ผู้ชำระบัญชีผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียน ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ ให้ผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคล ดังต่อไปนี้
    4.1 กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร
  • พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่
  • สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภาหรือ
  • บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด ได้แก่
          -  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
          -  กรรมการและเจ้าหน้าที่หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด ตามประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่อง กำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550
     4.2 กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ
  • เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยหรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว
  • บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น หรือ
  • บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง
5. เมื่อได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว การฟ้องคดีเรียกหนี้สินที่บริษัทจำกัด กรรมการหรือผู้ชำระบัญชีเป็นหนี้อยู่นั้น จะต้องทำการฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเสร็จชำระบัญชี

ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิช


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

ผลงานของเรา


          บริษัท บุศราคัมการบัญชี จำกัด เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของผู้มีประสบการณ์ทางด้านการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี และภาษีอากร โดยทีมงานของบริษัทมีประสบการณ์ทางด้านบัญชีมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ทำให้สะสมประสบการณ์ทางด้านบัญชี เพื่อนำมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดประสงค์ นอกจากนี้การให้บริการของบริษัทฯ ยังถือได้ว่าครบวงจรของด้านบัญชีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บริการจดทะเบียน บริการจัดทำบัญชี บริการตรวจสอบบัญชี วางแผนภาษีอากร บริการว่าความ ประการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งลูกค้ามาใช้บริการกับบริษัทจะเรียกได้ว่ามาที่เดียวแล้วครบทุกการให้บริการ โดยทางสำนักงานเน้นเรื่องของคุณภาพพนักงาน มีระบบการคัดเลือกและพัฒนาพนักงานอย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 10 คน

          นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้วสิ่งบริษัทยึดถือไว้เป็นหัวใจของการทำงานคือ “การปฏิบัติทางด้านวิชาชีพบัญชี ให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี และประมวลรัษฎากร” มาเป็นอันดับแรก






ทีมงาน

ฝ่ายบัญชีและตรวจสอบ

นางสาวบุศราคัม อุดมเลิศศรีนภา  วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บัญชีบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
ตำแหน่ง ผู้จัดการบริษัท

นางสาววิมลรัตน์ ธรรมากรธนสาร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  หัวหน้าฝ่ายบัญชี

นางสาวบุษบากร  อิ่มใจดี 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(ตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
ตำแหน่งงาน  บัญชี

นางสาวปราณี แซ่เบ้  
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  บัญชี

นางสาวศิริวรรณ จงดีเจริญ 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  บัญชี


ฝ่ายธุรการ-การเงิน

นางวิไล ธรรมากรธนสาร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  ธุรการ-การเงิน


ฝ่ายทะเบียน

นายจิรพันธ์  ศรีวิเชียร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(การตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  ทะเบียน

นายจิรวัฒน์  ศรีวิเชียร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(การตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  สำนักพิมพ์


ฝ่ายกฎหมาย

นายธนวรรธ กล้าปราบศึก  
วุฒิการศึกษา
นิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน  ทนายความ

นางสาวกนกพร ดีขยัน  
วุฒิการศึกษา
นิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน  ทนายความ

นางสาวกัลยา ดีขยัน
วุฒิการศึกษา
นิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน  ผู้ช่วยทนายความ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เพิ่งเปิดบริษัท ควรทำอย่างไร ภาค2

ขออภัยที่ห่างหายไปนานจ้าาา  ไม่ได้หนีหายไปไหนนะคะ  ง่วนกับการปิดบัญชีประจำปีอยู่ค่ะ  ตอนนี้เริ่มว่างแล้ว  ฝ้ายเลยมาอัพเดทข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในการทำบัญชีแก่ทุกๆท่านค่ะ

หลังจากเราเลือกได้แล้วจะจดทะเบียนแบบไหน

กรณีเลือกจดทะเบียนร้านค้า
-  เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา  เอกสารบิลซื้อขายค่าใช้จ่ายต่างๆ  เก็บไว้บ้างค่ะ  เวลายื่นภาษีบางทีสรรพากรก็สุ่มตรวจดูนะคะ
- เลือกหัก ค่าใช้จ่ายตามจริง  อันนี้ต้องเก็บบิลให้ครบทุกใบเลยค่ะ  ต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยค่ะ  เปิดบิลขายสินค้า  (ที่สำคัญบิลต้องถูกต้อง  สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้  ถ้าหัวบิลเป็นพวกเงินสดๆ  ร้านข้างทาง  ไม่มีชื่อปั๊มว่าใครเป็นผู้ซื้อ  ผู้ขาย  ใช้ไม่ได้นะคะ  รายละเอียดค่อนข้างเยอะค่ะ)

กรณีเลือกจดทะเบียนนิติบุคคล
- หักค่าใช้จ่ายได้แบบเดียวค่ะ  ตามจริงเท่านั้น  ต้องเก็บบิลให้ครบค่ะ  และบิลต้องถูกต้องค่ะ  ต้องเปิดบิลขายด้วยนะคะ

***ฟังดูเหมือนจะง่าย  ไม่ยากสักเท่าไหร่  มีอะไรเก็บไว้ให้หมด***


ประเด็นที่สำคัญ  (ที่พบจากลูกค้า SME 80%)

1.  ส่วนใหญ่ไม่เก็บเอกสาร

2. เก็บเอกสารแต่บิลซื้อจากตาสีตาสาที่ไหนก็ไม่รู้  ไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้

3. อยากทำบัญชีเอง  ไม่ต้องจ้าง  แต่ขาดความรู้ทำให้โดนสรรพากรประเมินภาษีที่ตกหล่น  (ยังไม่รวมเบี้ยประเงินเพิ่ม  ที่ไม่ได้ยื่นตามกำหนด)


อยากรู้ว่าในแต่ละเดือนต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง  ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ
http://nukbunche.blogspot.com/2015/06/blog-post.html


อยากรู้ว่าค่าปรับสรรพากร  มีอะไรบ้าง  ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ
http://nukbunche.blogspot.com/2015/06/blog-post_23.html

***ค่าปรับดังที่เห็นแล้วว่า  หากท่านขาดความรู้ความเชี่ยวชาญแล้วย่อมจะทำให้เสียค่าปรับค่ะ  แนะนำถ้าไม่ถนัดจริงๆ  หาคนรู้จักที่มีประสบการณ์ด้านบัญชีดูแลเถอะค่ะ  หรือเลือกใช้บริการเราก็ได้ค่ะ  เริ่มต้นเดือนละ 500 บาทค่ะ***


งั้นเรามาดูกันก่อนแล้วกันนะคะเก็บเอกสารทำอย่างไรให้สรรพากรยอมรับ
เก็บเอกสารตั้งเยอะตั้งแยะ  แต่ใช้ไม่ได้เลยสักใบ

1. กรณี  ไม่มีบิลค่ะ  ทำใบรับเงินเลยค่ะ  หน้าตาใบรับเงินเป็นแบบนี้ค่ะ  หัวด้านบนเป็นชื่อเรานะคะ  แล้วให้ผู้ที่รับเงินจากเรากรอกแบบฟอร์มค่ะ  ชื่อ - สกุล  ที่อยู่  เลขที่ประชาชน  ได้รับเงินค่า???  กรณีเป็นนิติบุคคลมีการจ่ายค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยนะคะ  ค่าจ้างแรงงาน3%  ค่าบริการ3%  ค่าเช่า5%  ค่าโฆษณา2%  ค่าขนส่ง1%  และนำส่งภาษีประจำเดือนค่ะ  (หากไม่ได้หัก  ทำอย่างไรล่ะ  เตรียมตัวนำส่งสรรพากรแทนเองเลยค่ะ  ควักเนื้อ)  อีกอย่างอย่าลืมออกหนังสือรับรอง หัก ณ ที่จ่าย ให้คนที่ถูกเราหัก นะคะ

2. กรณีมีบิล  ก็ขอนามบัตรเค้ามาแนบนะคะ  (แต่บิลต้องเป็นใบเสร็จ  บิลเงินสดเท่านั้นนะคะ  ใบส่งของใช้ไม่ได้จ้า)
แบบฟอร์ม ใบรับเงิน



เบี้ยปรับเงินเพิ่ม (สรรพากร)

เบี้ยปรับเงินเพิ่ม 
1.  ค่าปรับอาญา กรณีไม่ได้ยื่นแบบ  ภพ30  (ไม่เคยยื่นแบบมาก่อน) 
-  กำหนดการยื่นแบบ  ภพ.30  ทุกวันที่  15  ของเดือนถัดไป
-  กรณียื่นแบบเกินกำหนดเวลา  แต่ไม่เกิน  7  วัน  ปรับ  300 บาท
-  กรณียื่นแบบเกินกำหนดเวลา  และเกิน  7  วัน  ปรับ  500  บาท

2.  เงินเพิ่ม
-  คิดในอัตราร้อยละ  1.5  ต่อเดือน  ของภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น  (เศษของเดือนนับเป็น  1  เดือน)
-  กรณีไม่มีภาษีที่ต้องเสีย  ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม  แต่จะเสียค่าปรับอาญากรณีไม่ได้ยื่นแบบเท่านั้น

3.  เบี้ยปรับ  คิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2  ถึง  ร้อยละ 20
-  กรณียื่นเพิ่มเติม  (ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อนถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้)
                ถ้าชำระภายใน  1-15  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  2%
                ถ้าชำระภายใน  16-30  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  5%
                ถ้าชำระภายใน  31-60  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  10%
                ถ้าชำระภายใน  60  วันไปแล้ว  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  20%
 
-  กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน  (อาจจะลืมยื่น  หรือเงินไม่พอจ่ายเลยไม่ยื่น)
                ถ้าชำระภายใน  1-15  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  2%  *2 เท่า
                ถ้าชำระภายใน  16-30  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  5%  *2 เท่า
                ถ้าชำระภายใน  31-60  วัน  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  10%  *2 เท่า

                ถ้าชำระภายใน  60  วันไปแล้ว  คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา  20%  *2 เท่า

ตอบปัญหาบัญชีภาษีอากร (เรื่องภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย นำมาหักภาษีในแต่ละเดือนได้หรือไม่)

ตอบปัญหาบัญชีภาษีอากร 

เรื่อง  ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย นำมาหักภาษีในแต่ละเดือนได้หรือไม่

คำถาม  :

ขอสอบถามเพิ่มเติมค่ะ
สำหรับในส่วน ของการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ทางบริษัทฯ ถูกหักไป 3% จำนวน 2 รายการตามเอกสารแนบ
ไม่สามารถนำมาหักภาษีในแต่ละเดือนได้หรอค่ะ


คำตอบ :

ใบถูกหัก  3%  เราไม่สามารถนำมาหัก  ภาษีขายในแต่ละเดือนได้

เงื่อนไขการนำส่ง  ภพ30  คือ  ภาษีขาย-ภาษีซื้อ  เป็นภาษีที่ต้องนำส่ง

ใบถูกหัก  3%  นั้น  ไม่ใช่ภาษีซื้อจึงนำมาหัก  ออกจากภาษีขายไม่ได้


*****คำถามคือ  แล้วใบนี้ที่เราโดนหักไป  จะไปใช้อะไรได้บ้าง*****

สามารถนำมาใช้ได้ค่ะตอนสิ้นปี   คือ   รายได้-ค่าใช้จ่าย  เป็นกำไร

กำไรตัวนั้นหากถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี  สมมุติ  คำนวนภาษีสิ้นปีได้  50000

ใบถูกหัก 3%  ทั้งหมดที่มี  30000  ดังนั้นภาษีที่เสียสิ้นปี  คือ 20000

ซึ่งหากทางลูกค้าไม่เก็บใบถูกหักไว้  สิ้นปีก็จะไม่สามารถ  ใช้ใบถูกหักมาลบกับภาษี

สิ้นปีได้ค่ะ  (เพราะถือว่าไม่มีเอกสาร  ดังนั้น  ควรเก็บให้ครบทุกใบค่ะ)


*****ภาษีทำไมมีหลายตัว****  ภาษีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน

ภาษีที่เราจะต้องนำส่งรายเดือน

1. ภพ30  ภาษีขาย7%  ที่เราเรียกเก็บจากลูกค้ามา  ภาษีตัวนี้  เราต้องนำส่งสรรพากร  แต่หากมีภาษีซื้อก็สามารถนำมาหัก กับภาษีขายได้  ต้องนำส่ง  ภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป
2. ภงด3,53  ภาษีหักณ ที่จ่าย  ที่เรามีการจ่ายค่าจ้างให้กับบุคคลอื่น  หากมีการจ่ายมูลค่าตั้งแต่  1000  บาทขึ้นไปต้องหัก ณ  ที่จ่าย  ตามเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด  เช่น  ค่าขนส่งหัก 1%  ค่าจ้างหัก 3%  ค่าบริการหัก3%  ค่าโฆษณาหัก2%  เป็นต้น

ภาษีที่เราจะต้องนำส่งรายครึ่งปีและสิ้นปี

1. ภงด51 ภาษีนิติบุคคล  ตามกฎหมายกำหนดให้มีการเสียภาษี เงินได้นิติบุคคล  ครึ่งปี
2. ภงด50  ภาษีนิติบุคคล ตามกฎหมายกำหนดให้มีการเสียภาษี เงินได้นิติบุคคล  ปลายปี

ดังนั้น  ภาษีถูกหัก 3%  ที่ทางลูกค้าถามมานั้นจึงมาใช้หัก  กับตอนกลางปีและสิ้นปีได้ค่ะ


หากลุกค้าท่านใดมีข้อสงสัยสามารถ  Email  สอบถามเราได้ค่ะ budsarakum01@gmail.com  เราจะตอบปัญหาที่ข้องใจให้ทุกท่านค่ะ  และนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้และประโยชน์แก่ท่านอื่นๆต่อไปค่ะ

ส่วนท่านใดต้องการตัดปัญหาการยื่นภาษีตกหล่น  สามารถเรียกใช้บริการเราได้ค่ะยินดีให้บริการ 
(ราคาไม่แพงค่ะ)  

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

แนวข้อสอบ TA 1/2558 (3วิชา)

วิชาความรู้เกี่ยวกับประมวลฯ
1 หจก.เอ  มีนายเอ  เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการพวกไม่จำกัดความรับผิด  มีนางบี  เป็นหุ้นส่วนประเภท  จำกัดความรับผิด  นายเอ ได้ทำการกู้เงิน  บุคคลภายนอกคือ  ซี  โดยมีนางบี  เป็นผู้เขียนสัญญาและลงนามพยาน  ส่วนนายเอ  ลงนามหุ้นส่วนผู้จัดการ  ในฐานะ  หจก เอ
ต่อมา  พ้นกำหนดชำระ  ซี  ได้ทำการฟ้องร้อง  หจก เอ, นายเอ, นางบี    ฟ้องนางบีเนื่องจากสอดเข้ามาจัดการกิจการ  เนื่องจาก  เขียนสัญญาและลงนามพยาน  ถามว่า  ซี  ฟ้องร้อง  นางบี  ได้ถูกต้องหรือไม่  ความรับผิดที่นางบีต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้  จงอธิบาย
2 ให้อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
สิทธิของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
3 หจก บี  ให้บริการขนส่งนักท่องเที่ยว  จากสนามบิน  ไปยังโรงแรม  ได้มีการซื้อรถตู้  7  ที่นั่ง  มูลค่า  1ล้าน  และ  10  ที่นั่ง  มูลค่า 2 ล้าน  กิจการดังกล่าวมีรายได้เกิน  1.8 ล้าน  
กิจการต้องเข้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาอย่างไร  เพื่อเสียภาษีเงินได้อย่างไรเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ภาษีมูลค่าเพิ่ม  จากค่าน้ำมัน  ค่าซ่อมแซม  ค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับรถ  สามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่


วิชาการบัญชี
1 คำนวณ  AVERAGE  FIFO  สินค้ายกมา  ซื้อ  ขาย  คงเหลือ  โดยโจทย์จะบอกมาเป็นจำนวนหน่วย  หรือมูลค่าคงเหลือแต่ไม่ได้ให้ทุกตัวที่กล่าวมา  อาจให้ราคากับจำนวนมา  บางตัวก็ให้หายอดที่ขายออก  แต่มีปริมาณคงเหลือให้  และให้คำนวณ  ราคาต่อหน่วย, ปริมาณ, มูลค่าคงเหลือ  ทั้งยอดยกมา  ยอดซื้อ  ยอดขาย  ยอดคงเหลือ (โจทย์จะไม่บอกทุกตัวแต่จะให้เราหาส่วนที่หายไป)  แล้วคำนวนตามวิธี  AVERAGE  FIFO  
2 งบพิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคาร และรายการปรับปรุง
3 คำนวณค่าเสื่อมราคา  โดยโจทย์จะให้  ราคาของสินทรัพย์มาหลายตัว  เช่น  เครื่องจักร คำนวณตามวิธีหน่วยที่ทำการผลิต, รถยนต์ คำนวณตามวิธีเส้นตรง, คอมพิวเตอร์ คำนวณตามวิธี ยอดลดลงทวีคูณ

มูลค่าหน่วยผลิตปีที่ 1
มูลค่าหน่วยผลิตปีที่ 2
มูลค่าหน่วยผลิตปีที่ 3
มูลค่าหน่วยผลิตปีที่ 4
มูลค่าหน่วยผลิตปีที่ 5
เครื่องจักร
100000
200000
300000
150000
130000

ให้บันทึกบัญชี  ตามรายการที่โจทย์สั่ง  เช่น  บันทึกสินทรัพย์  หรือบันทึกค่าเสื่อมราคา  หรือบันทึกค่าเสื่อมราคาสะสม
ในปีที่  XX




วิชาการสอบบัญชี
1 จัดทำแนวการตรวจสอบบัญชียอดยกมา  ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ยกมา, ลูกหนี้การค้ายกมา, สินค้าคงเหลือยกมา  ซึ่งงบการเงินปีก่อนตรวจสอบและรับรองบัญชีโดยผู้อื่น
2 ให้เขียนรายงานการตรวจสอบจากข้อมูลที่พบ
ห้าง ก  มีการกู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก  มีการคิดดอกเบี้ย  แต่ไม่มีเอกสารหลักฐานการจ่ายเงิน  ไม่มีการหัก  ภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง
ห้าง ก เอาบิลค่าซ่อมรถยนต์  ของหุ้นส่วนผู้จัดการมาลงบัญชี  
ห้าง ก มีลูกหนี้ จำนวน xx บาท  แต่ไม่ได้ตั้งค่าเผื่อ

3 จัดทำกระดาษทำการ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ พร้อมบันทึกรายการปรับปรุง
โจทย์จะให้ข้อมูล
31/12/56 31/12/57
ที่ดิน   xx xx
อาคาร xx xx
ค่าเสื่อมราคาสะสม อาคาร (xx) (xx)
เครื่องจักร xx xx
ค่าเสื่อมราคา สะสมเครื่องจักร (xx) (xx)
รถยนต์ xx xx
ค่าเสื่อมราคาสะสม รถยนต์   (xx) (xx)
รวม xx xx

ให้จัดทำกระดาษทำการตามแบบฟอร์มดังต่อไปนี้  (คร่าวๆจำไม่ค่อยได้ค่ะ)
รายการ
ที่ดิน
อาคาร
เครื่องจักร
รถยนต์
รวม
บัญชีอื่น
เดบิต
เครดิต





































ข้อมูลอื่นๆที่ให้เพิ่มเติมมา ปี 2557
กิจการมีการซื้อ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมา มูลค่า 5 ล้านบาท ที่ดินมีราคาประเมินจากกรมที่ดิน 1ล้าน  กิจการจึงบันทึก  ที่ดิน ในราคา 1 ล้าน และอาคาร 4ล้าน  ต่อมากิจการทราบภายหลังว่าที่ดินมีมูลค่ายุติธรรม 3ล้าน
กิจการมีการคิดค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่  โดยของเดิมใช้วิธี ยอดลดลงทวีคูณ  ทั้งนี้กิจการได้ทำการปรับปรุงค่าเสื่อมราคาสะสมยกมา กับกำไรสะสมเครื่องจักร  ของใหม่มีการคำนวณโดยใช้วิธีเส้นตรง  อายุการใช้งาน 8 ปี โดยคำนวณใหม่หมดตั้งแต่ ปีแรกที่ซื้อ

Disqus Shortname

Comments system