วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แนวข้อสอบ TA 3/2558

แนวข้อสอบ TA 3/2558
วิชาความรู้เกี่ยวกับประมวลฯ
ข้อ 1.
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเศรษฐี มีนาย ก กับนาย ข เป็นหุ้นส่วนกัน ต่อมานาย ก ตาย ศาลได้สั่งให้ทายาทนาย ก คือ นาย ค เป็นผู้ชำระบัญชี แต่นาย ข และนาย ค  ได้ตกลงกันว่าจะดำเนินกิจการต่อและไปแจ้งเปลี่ยนชื่อจดทะเบียน โดยเอานาย ก (ที่ตายออก)  และเอานาย ค (ที่เป็นทายาทผู้ตายมาเป็นหุ้นส่วนแทนเพราะเป็นทายาทโดยธรรม) ต่อมาวันที่ 10 กย. นาย ข ถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วน โดยมีนาย ง มาเป็นหุ้นส่วนแทน ภายหลัง ห้างมีหนี้เกิดขึ้น 500,000 บาท(หนี้เกิดภายหลังที่นาย ก ตาย) โดยเกิดตั้งแต่ 5 สค.   ทั้งนาย  ค และนาย ง  อ้างว่าตนไม่ต้องรับผิด  โดยนาย ค  อ้างว่าตนไม่ต้องรับผิดเพราะศาลได้สั่งให้ห้างเลิกแล้ว  ส่วนนาย ง อ้างว่าหนี้เกิดก่อนที่ตนจะเข้าเป็นหุ้นส่วน
คำถามคือ ข้ออ้างนาย ค และ นาย ง ฟังขึ้นหรือไม่ อย่างไร
ประเด็นคือ  (รอกูรูทั้งหลายมาตอบนะคะ)
1. นาย ก ตายห้างเลิกหรือไม่  ถ้าเลิก สัญญาที่เกิดขึ้ยภายหลังก็เป็นเพียงสัญญาธรรมดา
2. ถ้าห้างไม่เลิก ใครต้องรับผิดบ้าง
ข้อ 2.
กิจการขาย อุปกรณ์ไฟฟ้า และจดทะเบียนขนส่งสินค้า กิจการมีการขายสินค้า
มูลค่าสินค้ารวมทั้งหมดก่อน Vat 1,000,000 บาท และค่าขนส่ง 20,000 บาท (เงื่อนไข 2/10 n/30)
มีการเรียกเก็บเงินมัดจำมาในวันที่ 25 กย 50,000บาท และส่งของวันที่ 1 ตค. ได้รับเงิน 950,000 บาท ในวันที่ส่งสินค้า
และมีการเรียกเก็บค่าขนส่ง 20,000 บาท ณ วันที่ 4 ตค. ถามว่ากิจการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับอย่างไร และต้องหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

ข้อ.3
3.1 กิจการซื้อกระดาษจาก JP จากต่างประเทศ เพื่อส่งสินค้าไปยัง บรูไน ต้องเสีย vat หรือไม่
3.2 กิจการทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระยะยาว  โดยมีการเรียกเก็บเงินก้อนแรก มาก่อน  และมีการเรียกเก็บค่าเช่ารายปีกิจการจะรับรู้รายได้ตามประมวลรัษฎากรอย่างไร
3.3 กิจการประกอบกิจการเป็นนายหน้าขายสินค้าให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง  กิจการจะทำอย่างไรให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร  (เข้าใจว่าน่าจะถามประเด็นการรับรู้รายได้และการหัก ณ ที่จ่าย)
3.4  รอคนมาบอกเพิ่มนะคะ



วิชาสอบบัญชี
ข้อ 1. ให้เขียนรายงาตรวจสอบและรับรองบัญชี (จงอธิบายและเขียนรายงานเฉพาะเฉพาะส่วนที่ตรวจสอบ)
โดยมีข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
1.1  มียอดลูกหนี้ในงบการเงิน 2,500,000 บาท แต่ในบัญชีแยกประเภท มี 2,000,000 บาท ผู้สอบบัญชี ไม่สามารถหาได้ว่าทำไมยอดต่างกัน5แสน
1.2 ซื้ออุปกรณ์สำนักงาน มา 1 มค.57  คิดค่าเสื่อมทางบัญชี(คาดว่าจะมีอายุการให้ประโยชน์) 4 ปี ได้ปีละ 200,000 แต่ตามประมวลต้ององคิด 5 ปี ซึ่งเท่ากับ160,000
1.3 หุ้นส่วนผู้จัดการจ่ายเดินทางไปยังต่างประเทศเกี่ยวกับการซื้อสินค้าของห้างหุ้นส่วน400,000 บาท แต่ตรวจเอกสารพบว่าเป็นค่าใช้จ่ายตั๋วที่พักของภรรยาและบุตร 310,000
ให้เขียนข้อยกเว้นเฉพาะข้อที่เกี่ยวข้องไม่ต้องเขียนพฤติการณ์

ข้อ 2. ให้จัดทำกระดาษทำการบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทกระแสรายวัน โดยให้รูปแบบกระดาษทำการเป็นตาราง ณ วันที่ 30 พ.ย. และ ณ วันที่ 31 ธ.ค. พร้อมกับเสนอรายการปรับปรุงและรายการบัญชีที่เกี่ยวข้อง  ตามแบบฟอร์มที่กำหนด  โดยโจทย์จะให้ให้รายการยอดคงเหลือของธนาคารกับกิจกานของเดือน พย. และธค. และบอกรายการที่มีผลกระทบ
ข้อ 3.
3.1 เมื่อท่านเข้าสังเกตการณ์นับสินค้าคงเหลือของกิจการ ท่านควรทำอย่างไร(วิธีปฎิบัติ/วิธีการตรวจสอบ)เมื่อเข้าตรวจนับ จงอธิบายมา 5 ข้อ
3.2 วิธิตรวจตัดยอดซื้อ มีวิธีการตรวจสอบ/ปฎิบัติอย่างไร
3.3 วิธีการตรวจตัดยอดขาย มีวิธีการตรวจสอบ/ปฎิบัติอย่างไร
3.4 ใบเพิ่มหนี้มีหลักปฎิบัติอย่างไร




วิชาการบัญชี
ข้อ 1 เรื่องสินค้าคงเหลือ (เป็นแบบตรวจนับสิ้นงวด)
บ. เอ    ผลิตสินค้าชนิดเดียว ใช้การตรวจนับสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวด 
วัตถุดิบ  ใช้วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
สินค้าสำเร็จรูป ใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อน รายการ ณ  1 กันยายน 2558 มีดังนี้
วัตถุดิบ  300 หน่วย  หน่วยละ 22 บาท
สินค้าสำเร็จรูป  100 หน่วย หน่วยละ 58 บาท
รายการที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนกันยายน
1 ซื้อวัตถุดิบเป็นเงินสด จำนวน 800 หน่วย หน่วยละ 24.60 บาท
2. เบิกใช้วัตถุดิบ 1000 หน่วย
3. ซื้อวัตถุดิบเป็นเงินเชื่อ  1000 หน่วย หน่วยละ 20 บาท เงื่อนไขการชำระเงิน (5/10 , n/30 )
4 .จ่ายชำระค่าวัตถุดิบ ได้รับส่วนลด
5. ค่าแรงงานยังไม่ได้จ่าย 16,000 บาท
6. ค่าใช้จ่ายการผลิต อื่นๆ 22000 บาท
7. เบิกวัตถุดิบ 900 หน่วย
8. ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์โรงงาน 5000 บาท
รายการคงเหลือ ณ 30 กันยายน 2558 ดังนี้
วัตถุดิบ 200 หน่วย
งานระหว่างทำ 16600 บาท
สินค้าสำเร็จรูป 300 หน่วย


- คำนวณต้นทุนต่อหน่วยของวัตถุดิบคงเหลือปลายงวด (วัตถุดิบใช้วิธีคิดต้นทุนแบบถัวเฉลี่ย)
- บันทึกรายการค้า
- ปิดบัญชี
- คำนวณต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตเสร็จ 1200 หน่าย (สินค้าสำเร็จรูปใช้วิธีคิดต้นทุนแบบ FIFO)
ข้อ 2 เรื่องงบพิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคาร ให้ทำ
- งบพิสูจน์ยอดเงินฝากธนาคาร โดยใช้วิธีหายอดที่ถูกต้อง
- ปรับปรุงรายการ
- เงินฝากธนาคาร ณ สิ้นงวดควรแสดงในงบดุลเป็นเท่าไหร่

ข้อ 3 เรื่องการลงทุน (จำชื่อตามโจทย์ไม่ได้) A และ B มีทุนในห้างหุ้นส่วนรวม 1,200,000 สัดส่วนกำไรคือ 2:3 ต่อมา C นำเงินมาลงทุนให้ห้างเพิ่ม โดยมีส่วนแบ่งกำไร 1:4 ให้ทำ
- คำนวณทุนของแต่ละคน ถ้า C ลงทุน 500,000 (วิธีค่าความนิยม)
- คำนวณทุนของแต่ละคน ถ้า C ลงทุน 500,000 (วิธีเงินเพิ่มพิเศษ)
- คำนวณทุนของแต่ละคน ถ้า C ลงทุน 300,000 (วิธีค่าความนิยม)
- คำนวณทุนของแต่ละคน ถ้า C ลงทุน 300,000 (วิธีเงินเพิ่มพิเศษ)



สรุปนโยบายปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและSME

จากผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2547  คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับลดโครงสร้างภาษีดังนี้

1.     ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
              -   ขยายฐานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  สำหรับเงินได้สุทธิ (เงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน)  จากเดิม 80,000 บาท เป็น100,000 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 มีผลทำให้ ผู้มีเงินได้ที่เป็นโสดและมีเงินได้ไม่เกินเดือนละประมาณ 16,000 บาท/เดือน ไม่ต้องเสียภาษี 

              -   เพิ่มค่าลดหย่อนให้บุตรที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ภาษีแก่ลูกกตัญญู) โดยสามารถหักลดหย่อนได้ทั้งพ่อแม่ตนเองและคู่สมรส คนละ 30,000 บาท รวมสูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญๆ อาทิ บิดามารดา ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป, มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้แต่ไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่กับลูกก็ได้

              -   ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุนในRMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) โดยผ่อนปรนให้บุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุนที่ถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จากเดิมที่กำหนดให้ยกเว้นเฉพาะกรณีขายคืนหน่วยลงทุนเมื่อมีอายุ 55 ปีขึ้นไปเท่านั้น 

2.    ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจ SME  
             ธุรกิจขนาดย่อม (SME) ที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาท  ปรับลดอัตราภาษีเป็นดังนี้
              -   กำไรสุทธิ 1 ล้านบาทแรก  เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15% (อัตราเดิม 20%)  
              -   กำไรส่วนที่เกิน 1 ล้าน - 3 ล้าน เสียภาษีร้อยละ 25 
              -   กำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านขึ้นไป เสียร้อยละ 30 
         ทั้งนี้มีผลย้อนหลังคือ ใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิในรอบบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป 

3.    ภาษีมูลค่าเพิ่ม  ขยายฐานภาษีผู้ประกอบการขนาดย่อม จากเดิมที่กำหนดให้ให้ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1.2 ล้าน ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายฐานภาษีเป็น 1.8 ล้าน ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่ เดือนเมษายน 2548 เป็นต้นไป 

4.    ยกเว้นภาษีในโครงงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ และแก่เอกชนที่ดำเนินการปลูกป่าเองเพื่อร่วมในโครงการดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าตั้งแต่พ.ศ.2546-2550 เช่นเดียวกับการยกเว้นภาษ๊ที่กำหนดไว้ใน พรฎ.#317

5.    หักรายจ่ายได้ 2 เท่าแก่เงินสนับสนุนการศึกษาให้แก่สถานศึกษาของราชการ(ตามที่กระทรวงศึกษาฯ ให้ความเห็นชอบ ดูพรฎ.#420) ของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ(นิติบุคคล) หรือของเงินได้ที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ(บุคคลธรรมดา) 

สิทธิประโยชน์ภาษีในการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

เลขที่ข่าว ปชส.    35/2547
วันที่แถลงข่าว   6  กันยายน  2547
เรื่อง    สิทธิประโยชน์ภาษีในการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                         
                              ตามที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2547  ให้การส่งเสริมกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund : LTF)  โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดา นั้น

                              บัดนี้  กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 3  กันยายน 2547  ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 246 (พ.ศ.2547)  ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องอีก 2 ฉบับ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

                             1.  ผู้ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่เป็นบุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง) ที่ซื้อหน่วยลงทุนใน   กองทุนดังกล่าวจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่ากับเงินที่ลงทุนแต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินและไม่เกินปีละ 300,000 บาท  และหากผู้ลงทุนมีเงินได้จากการขายหน่วยลงทุนคืนให้กับกองทุนรวมฯ  ก็จะได้รับยกเว้นภาษีด้วย 

                            2.  ผู้ลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าวได้จากหลายกองทุน และสามารถโอนย้ายการลงทุนไปยังกองทุนอื่นได้โดยนับอายุการลงทุนต่อเนื่อง

                            3.  ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (เว้นแต่กรณีทุพพลภาพหรือตายจะถือไว้สั้นกว่าระยะเวลาดังกล่าวก็ได้) หากมีการไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อนกำหนดเวลา 5 ปี ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากมาตรการดังกล่าว
 
                             มาตรการดังกล่าวนอกจากจะมีส่วนสนับสนุนให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนในระบบตลาดทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ในระยะยาวได้โดยได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ตลาดทุนของไทยมีเสถียรภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย

                            สำหรับผู้ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็ยังคงมีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ไม่เกินปีละ 300,000 บาท ได้อีกทางหนึ่ง

clear-gifhttp://www.rd.go.th/publish/21283.0.html

ภาษีสรรพากร ปี 2553

ภาษีสรรพากร ปี 2553

โดยปกติผลการจัดเก็บภาษีเดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม 2552) ของกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากร มักจะวางแผนให้จัดเก็บให้ได้ตามเป้ามีผลการปฏิบัติงาน 
    
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลในเชิงจิตวิทยา แต่เดือนต่อ ๆ ไป ก็ต้องอาศัยความสามารถในการบริหารงานของอธิบดีของแต่ละหน่วยงาน กันล่ะครับ ดูอย่างปีก่อนพอเข้าเดือน พฤศจิกายน ภาษีเริ่มตก ๆ ๆ ๆ และตกเรื่อยมาตลอดปี แต่ก็มาฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย ของปีงบประมาณ ในส่วนของกรมสรรพากรนั้น ได้มีแถลงผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายน 2552 ว่า สามารถจัดเก็บภาษีอากรทุกประเภทรวมกันได้ 85,237 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2,023 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 2.43 และสูงกว่าประมาณการ 7,084 ล้านบาทหรือเท่ากับร้อยละ 9.06 (ประมาณการเดือนพฤศจิกายน 2552 จำนวน 78,152 ล้านบาท) ส่งผลให้ผลการจัดเก็บภาษีตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.-พ.ย. 52) มียอดการจัดเก็บทุกประเภทภาษีสะสมถึง 157,464 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 14,073 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 9.81 
    
ตัวเลขผลการจัดเก็บดังกล่าวอาจใช้เป็นดัชนีชี้วัดสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่ดีได้อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดของผลการจัดเก็บภาษีทุกประเภทโดยรวมสูงกว่าประมาณการทุกประเภทภาษี มีเพียงภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้นที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ อันเนื่องมาจากการลดอัตราภาษีธุรกิจ เฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์จากร้อยละ 3.0 เหลือร้อยละ 0.01 โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม 
    
ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศนั้น กรมสรรพากรก็ได้แจ้งแถลงไขว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ต.ค. 52=39,409 ล้านบาท พ.ย. 52= 40,512 ล้านบาท อันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับในอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 
    
นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “การจัดเก็บภาษีใน เดือนธันวาคม 2552 (วันที่ 1-8 ธันวาคม 2552) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีที่จัดเก็บได้ จากภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.93 ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.54 กรมสรรพากร จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ และสูงกว่าระยะเดียวกันของปีก่อน 
    
เป็นสัญญาณที่ดีที่คาดหมายได้ว่า เดือนธันวาคมนี้กรมสรรพากรจะสามารถจัดเก็บภาษีโดยรวมได้สูงกว่าประมาณการ 8,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 14.30 (ประมาณการจัดเก็บเดือนธันวาคม 2552 จำนวน 60,281 ล้านบาท) 
    
เมื่อพิจารณาโดยวิเคราะห์แนวโน้มผลจัดเก็บทั้งปีผนวกกับการดำเนินการตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพทางภาษีโดยรวมแล้ว คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ภาษีสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้แน่นอน”
    
หนักแน่นดีเหลือเกินครับ สำหรับยืนยัน ต้นปีใหม่เรามาติดตามผลการจัดเก็บของกรมสรรพากรในไตรมาสแรกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ 






ที่มา : dailynews.co.th

เข้าใจ CPTA (ซีพีทีเอ) ความสำคัญ ภาษีและบัญชี

เข้าใจ CPTA (ซีพีทีเอ) ความสำคัญ ภาษีและบัญชี
จากข่าวกรมสรรพากรจะได้มีการกำหนดให้มี ซีพีทีเอ (CPTA) หรือผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีภาษีอากรเป็นการเฉพาะ  เพื่อแทนที่การตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) หรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ทำให้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ CPTA ที่ Website ของกรมสรรพากรกันมาก ในขณะที่เรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ CPTA ออกมาใช้บังคับ
1.เข้าใจว่า CPTA น่าจะนำแบบอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้มืออาชีพในการช่วยเหลือเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรอย่างได้ผล เพราะทุกวันนี้ผู้เสียภาษีมีมาก ลำพังเจ้าหน้าที่สรรพากรมีน้อยย่อมดูแลไม่ทั่วถึง และ CPA หรือ TA ที่มีอยู่ก็เน้นเพื่อการรับรองบัญชีเป็นไปตามมาตรฐานบัญชี และเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร เท่านั้น ซึ่งแต่ละคนเซ็นงบจำนวนมากนับเป็นร้อยราย ทั้งที่ในความเป็นจริงถ้ากรมสรรพากรทดลองเรียก ผู้รับรองมาไต่สวนสอบถามจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการที่รับรองเลย ดังนั้นการที่ CPA หรือ TA รับรองแล้วนั้นคงไม่สามารถเชื่อได้ว่า กิจการนั้นเสียภาษีถูกต้อง
2. นับเป็นแนวคิดที่ดีที่จะนำ CPTA มารับรองบการเสียภาษีเป็นการเฉพาะ นอกเหนือจาก CPA หรือ TA ที่ควรรับรองความถูกต้องทางมาตรฐานบัญชีเท่านั้น อีกทั้งก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า CPA หรือ TA จะมีความรู้ความชำนาญ
ด้านภาษีสรรพากร ซึ่งยากแก่การทำความเข้าใจ จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์พอสมควรและต้องมีองค์ความรู้หลากหลายประกอบที่จะเข้าใจได้ถึงธุรกิจและภาษีอากร

ซึ่งหากกิจการใดมี CPTA ผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นผู้รับรองงบการเสียภาษีสามารถอธิบายได้ เชื่อว่า CPTA ผู้นั้นจะไม่กล้ารับรองการเสียภาษีได้ง่าย ๆ เพราะมีความรู้ความเข้าใจว่ากิจการนั้นเสียภาษีถูกต้องหรือไม่เพียงไร
และเชื่อได้ว่า CPTA แต่ละคนจะรับรองจำนวนรายได้ไม่มาก เพราะต้องมีความรับผิดชอบ อีกทั้งอาจต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ก็จะทำให้การเสียภาษีของกิจการดีขึ้นเป็นการช่วยเหลือทางราชการ
ได้อย่างมาก

3. วิธีคัดกรองหา CPTA ที่ต้อง มีความรู้ความสามารถ เพื่อนำมาช่วยในการควบคุมกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีอากร อัน จะเป็นผลดีต่อทางราชการ หัวใจสำคัญของการเสียภาษีอากรอยู่ที่ประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติอันเป็นกฎหมายเฉพาะ ผู้ที่จะเป็น CPTA ควรเน้นความเข้มข้นพื้น ความรู้ทางกฎหมายมากกว่าทางบัญชี ทั้งนี้ เนื่องจากงบการเงินที่ยื่นเพื่อเสียภาษีได้มีการรับรองมาตรฐานบัญชีจาก CPA หรือ TA อยู่แล้ว.


ที่มา : www.cpaccount.net

ลดหย่อนภาษี

สิทธิลดหย่อนภาษี รู้ไว้มากประโยชน์
อย่าคิดว่าการเสียภาษีเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ และไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับภาษีก็ได้เพราะความเป็นจริงภาษี คือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนค่ะ พูดถึงเรื่องเสียภาษี บางคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าใดนักเพราะเข้าใจว่าในแต่ละเดือนหรือในแต่ละปีได้เสียภาษีเป็นประจำอยู่แล้ว บางคนยังละเลยไม่ยื่นภาษีประจำปีจนกรมสรรพากรต้องเรียกเก็ยย้อนหลังก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ภาษีนั้นคือรายการหนึ่งที่ต้องอยู่ในบัญชีรายจ่ายของครอบครัว ดิฉันอยากจะบอกว่า หน้าที่และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับ
เรื่องภาษีอากรนั้น คือสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้

เสียภาษีคือหน้าที่
หากพูดถึงเรื่องการเสียภาษี อาจทำให้หลายคนมีรายได้จำนวนมากคิดและรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมา แต่คุณก็ต้องคืนเงินส่วนหนึ่งจากที่ได้มามากนั้นให้กับประเทศเป้นจำนวนมากด้วยเช่นกันขอให้ความสำคัญและรับผิดชอบ
ในเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะใครก็ตามที่เป็นบุคคลที่มีรายได้ก็จะต้องถูกหักภาษี หากใครก็ตามที่กำลังรู้สึกเสียดายเงิน
ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ดิฉันขอให้เลิกคิดเสียดายเงินได้แล้วค่ะ เพราะประเทศเราจะเจริญก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายภาษีของประชาชนนั่นเองนั่นหมายความว่าการเสียภาษีตามกฎหมายนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ภาษีสังคมนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของคุณเองว่าจะหลบหลีกได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน!

ดิฉันเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณะสมบัติต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั้น ส่วนหนึ่งมาจาก
เงินภาษีของคุณ อย่านำเอารายจ่ายที่ถูกหักเพียงน้อยนิดในแต่ละเดือนมานั่งคำนวณให้ปวดหัวดีกว่าค่ะ สิทธิประโยชน์จากการเสียภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณสัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณ
สัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีมากมายเหลือเกิน อย่าคิดเลี่ยงหรือหลบหลีกที่จะจ่ายภาษีอีกต่อไป เพราะฉบับนี้ดิฉันขอบอกให้คุณรู้ว่า ทุกๆ คนที่เสียภาษีจะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

6 สิทธิ..ลดหย่อนภาษี
ก่อนที่จะรู้ว่าคุณได้สิทธิ์ในการลดหย่อนอย่างไรบ้าง ดิฉันขอทำความเข้าใจถึงหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้ก่อน เพราะการจัดเก็บภาษีนั้นครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่างๆ ซึ่งก็มีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้ที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะจ่ายภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนดค่ะ มาถึงตรงนี้อาจทำให้
หลายคนยิ้มออกแล้ว เรามาดูกันต่อว่าคุณจะสามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้ในกรณีไหนบ้าง

  1. การลดหย่อนในกรณีมีบุตร ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมก็ตาม สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท แต่ได้ไม่เกิน 3 คน และอายุไม่เกิน 25 ปี หากยังศึกษาอยู่ในมหาวิทลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศก็สามารถลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอ่านคอลัมน์นี้อยู่รีบศึกษาเรื่องนี้กันได้แล้ว
  2. ผู้ที่ทำประกันชีวิต สามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อีกทางหนึ่งค่ะ เพราะเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 40,000 บาทที่จ่ายไป เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่ต้องเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป ดังนั้นทุกครั้งที่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีก็อย่าลืมค้นหาใบเสร็จรับเงินแนบไปด้วยทุกครั้ง
  3. สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น สามารถนำมาหัก ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี
  4. การบริจาคเงิน ไม่ว่าคุณจะใจบุญแค่ไหนก็ตาม หลังบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ แล้ว ถ้าสามารถขอหลักฐานการบริจาคได้จะดีมากค่ะ เพราะเงินที่บริจาคแก่การกุศล ก็นำมาหักภาษีได้เท่าจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้นั่นหมายความว่าการบริจาคทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือองค์กรก็จะได้รับสิทธิ์
    ดังกล่าวเช่นกัน
  5. สมาชิกกองทุนประกันสังคม ก็จะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย เพราะเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งของคุณพ่อและคุณแม่ หรือผู้ที่ไม่ได้ทำงานแต่ยังรักษาสิทธิ์การเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบต่อเนื่องก็สามารถ
    นำมาหักลดหย่อนภาษีได้
  6. ผู้ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุพการี สำหรับเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และเชื่อว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนสำหรับคนส่วนใหญ่ หากวันนี้คุณมีหน้าที่ต้องดูแลบุพการี ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีได้จำนวน 3 หมื่นบาท แต่กรมสรรพากรให้สิทธิ์นี้กับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น ดิฉันขอแนะนำให้คุณสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากกรมสรรพากร เพื่อจะได้ศึกษาเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าวต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นเงินทำบุญ เลี้ยงดูบุตรและภรรยา ค่าเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ สามารถนำมาหักและลดหย่อนภาษีได้ 5 หมื่นบาท นอกจากนี้แล้วเงินลงทุนในกองทุนต่างๆ ที่สรรพากรได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามเงินลงทุนจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี
อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงเห็นความสำคัญของการจ่ายภาษีมากขึ้น อย่าหลบหลีกหรือเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีเงินได้อีกต่อไปเลยค่ะ เพราะกฎหมายนั้นได้ให้สิทธิประโยชน์ของทุกๆ คนที่จ่ายภาษีเช่นกัน สิ้นปีนี้ก็อย่าลืมคำนวณรายได้และหักลดหย่อนกับสิทธิพิเศษที่คุณได้รับนะคะ


ที่มา : www.suretax-accounting.com

ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร

ข้อแตกต่างระหว่าข้อแตกต่างระหว่าง บัญชีการเงิน และ บัญชีภาษีอากร
ในการจัดทำบัญชีของธุรกิจนอกจากจะต้องมีความรู้ด้านบัญชีไม่ว่าจะเป็นหลักการบัญชีทั่วไป มาตรฐานการบัญชีแล้ว นักบัญชีและผู้บริหารกิจการจะต้องมีความรู้ด้านภาษีอากรอีกด้วย
ดังนั้นการจัดทำงานเกี่ยวกับบัญชีจะต้องมีแนวทาง ที่จะกำหนดในการจัดทำเพราะต้องคำนึงถึงทั้งหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งมักจะพบว่า บัญชีที่ ได้จัดทำนั้นไม่ตอบสนองกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายภาษีอากร มีข้อขัดแย้งกับที่นักบัญชีจะต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงให้เป็น ที่ยอมรับและถูกต้องทั้งด้านการบัญชีและกฎหมายภาษีอากร จะเห็นได้ว่าหากนักบัญชีได้มีการจัดทำบัญชีตั้งแต่สมุดรายวันขั้นต้น สมุดขั้นปลาย งบทดลอง งบการเงิน นักบัญชีจะยึดหลักการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี อีกนัยหนึ่งก็คือยึดหลักของบัญชีการเงิน (Financial Accounting) นักบัญชีจะต้องนำข้อมูลทางบัญชีการเงินมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากรซึ่งก็คือการบัญชีภาษีอากร (Tax Accounting) ข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินกับบัญชีภาษีอากรจึงสรุปได้ดังต่อไปนี้
บัญชีการเงิน (Financial Accounting)
เป็นการจัดทำบัญชีเพื่อบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ตลอดจนการแสดงฐานะการเงินของกิจการในการจัดทำงบการเงิน แสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการเพื่อรายงานต่อผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น บุคคลภายนอก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุน งบต้นทุนผลิต งบดุล งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบประกอบอื่นและหมายเหตุประกอบงบการเงินของกิจการ และรายละเอียดประกอบการจัดทำรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
บัญชีภาษีอากร (Tax Accounting)
เป็นการนำหลักเกณฑ์ทางบัญชี มาตรฐานการบัญชี มาปรับให้เข้ากับประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษีอากรต่างๆ ให้สอดคล้องกันเพื่อให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ เงื่อนไขการรับรู้รายได้และรายจ่ายของกิจการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรืออากรแสตมป์ สืบเนื่องมาจากหลักการบัญชี หลายประการที่ขัดแย้งไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากรนั่นเอง มักจะพบเห็นกันเมื่อมีการจัดทำบัญชีของธุรกิจในแต่ละรายการค้าแต่ละงวดบัญชีมักจะปรากฏอยู่เสมอว่า หลักในการจัดทำบัญชีไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร ซึ่งผู้จัดทำบัญชีจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรายการค้าที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษีอากรที่ได้กำหนดเอาไว้
นักบัญชีส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีการเงิน แต่ขาดความเข้าใจในตัวบทกฎหมายภาษีอากรโดยเฉพาะการนำกฎหมายภาษีอากรมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันกับหลักการบัญชี โดยมากแล้วนักบัญชีมักจะทราบแต่พื้นฐานเบื้องต้นในการคำนวณหรือชำระภาษีอากร เช่น อัตราร้อยละของภาษีที่ต้องชำระ ต้องหักและนำส่งเท่านั้น
สรุปวัตถุประสงค์ของข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินและบัญชีภาษีอากรได้ดังนี้
บัญชีการเงิน
1.      ช่วยในด้านการควบคุมรายรับ ? รายจ่ายสินทรัพย์ - หนี้สินและส่วนของเจ้าของ
2.      ช่วยในการบริหารงานของกิจการ
3.      ช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานขยาย ? เลิกกิจการ ฯลฯ
4.      เพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ต้องการข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ
5.      หลักฐานพิสูจน์ความถูกต้องในการจัดทำบัญชี การรวบรวมข้อมูลทางบัญชีการเงิน
บัญชีภาษีอากร
1.      ปรับหลักการบัญชีให้เข้ากับกฎหมายภาษีอากร
2.      หาข้อยุติทางบัญชีและภาษีอากรให้สอดคล้องกัน
3.      ปรับปรุงการบันทึกบัญชีให้เหมาะสมถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากร
4.      จัดทำบัญชีที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดให้ทำ เช่น บัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการนำส่งภาษีรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม
5.      ปรับปรุงรายรับทางบัญชีให้ตรงกับภาษีอากร


ที่มา : www.cpaccount.net

การจดทะเบียนเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด

การจดทะเบียนเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด  >>>จดทะเบียนเลิกคลิ๊ก<<<
บริษัทจำกัดอาจเลิกกันได้หลายกรณี ดังต่อไปนี้
1. เลิกโดยผลของกฎหมาย
  • กรณีข้อบังคับกำหนดเหตุเลิกไว้และเมื่อมีเหตุนั้นเกิดขึ้น
  • ตั้งบริษัทโดยกำหนดระยะเวลาไว้และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลานั้น
  • ตั้งบริษัทเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อทำกิจการนั้นเสร็จแล้ว
  • บริษัทล้มละลาย
  • นายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียน (ถอนทะเบียนร้าง)
2. โดยความประสงค์ของผู้ถือหุ้น
  • ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท
3. เลิกโดยคำสั่งศาล เหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทคือ
  • ทำผิดในการยื่นรายงานประชุมตั้งบริษัท หรือทำผิดในการประชุมตั้งบริษัท
  • บริษัทไม่เริ่มประกอบการภายใน 1 ปี นับแต่จดทะเบียน หรือหยุดทำการถึง 1 ปี
  • การค้ามีแต่ขาดทุนและไม่มีหวังฟื้นกลับคืน
  • จำนวนผู้ถือหุ้นเหลือไม่ถึง 7 คน
เมื่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลเลิกกัน บริษัทจะยังคงตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีและการเลิกบริษัทกรณีอื่นนอกจากล้มละลายต้องมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี เพื่อดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระสะสางบัญชีของบริษัทจำกัดให้เสร็จสิ้นไป
ขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีบริษัท
การเลิก และ ชำระบัญชีบริษัทจำกัด ในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัท มีขั้นตอนดำเนินการรวม 8 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 2 ครั้ง เพื่อลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท ดังนี้
  • การประชุมครั้งแรก
          - มีวาระพิจารณาเรื่องเลิกบริษัท
          - ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะต้องลงมติให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4
  • การประชุมครั้งที่สอง
          - มีวาระพิจารณา 3 วาระ คือ ยืนยันมติให้เลิกบริษัทของที่ประชุมครั้งแรก และแต่งตั้ง ผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าตอบแทน
          - ที่ประชุมจะต้องลงมติยืนยันให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ส่วนมติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนใช้มติธรรมดาโดยเสียงข้างมาก
          - การประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่สองจะต้องห่างจากการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 14 วัน และไม่เกินกว่า 6 สัปดาห์
2. ผู้ชำระบัญชีต้องลงประกาศเลิกบริษัทในหนังสือพิมพ์ท้องที่ 2 วัน
    ต้องแจ้งการเลิกบริษัทให้เจ้าหนี้ทราบโดยส่งหนังสือลงทะเบียนไปรษณีย์ และต้องจดทะเบียนเลิกบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันเลิกบริษัท
3. จัดทำงบดุล ณ วันเลิกบริษัทและส่งให้ผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบโดยเร็วที่สุด
4. เมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจสอบงบดุลแล้วเห็นว่าถูกต้อง ให้ผู้ชำระบัญชีเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุล และพิจารณาว่าจะให้กรรมการบริษัทเป็นผู้ชำระบัญชีต่อไปหรือจะแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้นใหม่
5. ผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการชำระบัญชีโดยรวบรวมทรัพย์สิน เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างอยู่ ขายทรัพย์สิน เรียกลูกหนี้ให้ชำระหนี้ ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายที่กรรมการบริษัทได้ออกไปในการดำเนินกิจการค้าแทนบริษัท หากมีทรัพย์สินเหลือให้คืนทุนผู้ถือหุ้น
(กรณีการชำระบัญชีปรากฏว่าทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้สิน ให้ผู้ชำระบัญชีร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้บริษัทจำกัดล้มละลาย)
6. ในกรณีที่ชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จ ผู้ชำระบัญชีต้องจัดทำรายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3) ยื่นต่อนายทะเบียนทุกระยะ 3 เดือน และในกรณีชำระบัญชีไม่เสร็จเกินกว่า 1 ปี ผู้ชำระบัญชีต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อครบปีทุกปี เพื่อรายงานความเป็นไปของการชำระบัญชี
7. เมื่อผู้ชำระบัญชีดำเนินการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติรายงานผลการชำระบัญชี
8. เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันประชุมอนุมัติเสร็จการชำระบัญชี
เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเลิกบริษัท
  • คำขอจดทะเบียน (แบบ ลช.1)
  • รายการจดทะเบียนเลิก (แบบ ลช.2)
  • คำสั่งศาลให้เลิกบริษัท (กรณีศาลสั่งเลิก)
  • มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทุกคนเข้าประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งผู้อื่น นอกจากกรรมการเป็นผู้ชำระบัญชี (เฉพาะกรณีที่กรรมการทุกคนไม่ได้เป็นผู้ชำระบัญชีหรือมีการเลือกบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชี)
  • สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
  • สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
  • สำเนาใบมรณบัตร (ใช้เฉพาะกรณีกรรมการถึงแก่กรรม)
อัตราค่าธรรมเนียม
  • จดทะเบียนเลิก 400 บาท
  • หนังสือรับรอง ฉบับละ 120 บาท
เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
  • คำขอจดทะเบียน (แบบ ลช.1)
  • รายการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี (แบบ ลช.5)
  • รายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3)
  • งบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท
  • รายละเอียดบัญชีและสรรพเอกสาร (แบบ ลช.6)
  • แบบรับรองการตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร
  • สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
  • สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
คำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบสามารถขอซื้อได้ที่หน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกแห่งหรือ Download ได้จากhttp://www.dbd.go.th/
อัตราค่าธรรมเนียม
  • จดทะเบียนเสร็จชำระบัญชี 400 บาท
  • หนังสือรับรอง ฉบับละ 120 บาท
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
1. กรรมการทุกคนย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทจำกัด เว้นแต่จะมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
2. กรรมการบริษัท มีอำนาจโดยตำแหน่งเดิมฉันใด เมื่อเป็นผู้ชำระบัญชีก็ยังคงมีอำนาจอยู่ฉันนั้น
3. งบดุลเพียงวันเลิกบริษัทจำกัด หมายถึง งบดุล ณ วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัทจำกัด หรืองบดุล ณ วันที่ นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องรับรองว่าถูกต้อง
4. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน ผู้ชำระบัญชีผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียน ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ ให้ผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคล ดังต่อไปนี้
    4.1 กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร
  • พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่
  • สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภาหรือ
  • บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด ได้แก่
          -  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
          -  กรรมการและเจ้าหน้าที่หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด ตามประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่อง กำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550
     4.2 กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ
  • เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยหรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว
  • บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น หรือ
  • บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง
5. เมื่อได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว การฟ้องคดีเรียกหนี้สินที่บริษัทจำกัด กรรมการหรือผู้ชำระบัญชีเป็นหนี้อยู่นั้น จะต้องทำการฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเสร็จชำระบัญชี

ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิช


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

ผลงานของเรา


          บริษัท บุศราคัมการบัญชี จำกัด เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของผู้มีประสบการณ์ทางด้านการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี และภาษีอากร โดยทีมงานของบริษัทมีประสบการณ์ทางด้านบัญชีมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ทำให้สะสมประสบการณ์ทางด้านบัญชี เพื่อนำมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดประสงค์ นอกจากนี้การให้บริการของบริษัทฯ ยังถือได้ว่าครบวงจรของด้านบัญชีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บริการจดทะเบียน บริการจัดทำบัญชี บริการตรวจสอบบัญชี วางแผนภาษีอากร บริการว่าความ ประการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งลูกค้ามาใช้บริการกับบริษัทจะเรียกได้ว่ามาที่เดียวแล้วครบทุกการให้บริการ โดยทางสำนักงานเน้นเรื่องของคุณภาพพนักงาน มีระบบการคัดเลือกและพัฒนาพนักงานอย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 10 คน

          นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้วสิ่งบริษัทยึดถือไว้เป็นหัวใจของการทำงานคือ “การปฏิบัติทางด้านวิชาชีพบัญชี ให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี และประมวลรัษฎากร” มาเป็นอันดับแรก






ทีมงาน

ฝ่ายบัญชีและตรวจสอบ

นางสาวบุศราคัม อุดมเลิศศรีนภา  วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บัญชีบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
ตำแหน่ง ผู้จัดการบริษัท

นางสาววิมลรัตน์ ธรรมากรธนสาร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  หัวหน้าฝ่ายบัญชี

นางสาวบุษบากร  อิ่มใจดี 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(ตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
ตำแหน่งงาน  บัญชี

นางสาวปราณี แซ่เบ้  
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  บัญชี

นางสาวศิริวรรณ จงดีเจริญ 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  บัญชี


ฝ่ายธุรการ-การเงิน

นางวิไล ธรรมากรธนสาร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจบัณฑิต(บัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  ธุรการ-การเงิน


ฝ่ายทะเบียน

นายจิรพันธ์  ศรีวิเชียร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(การตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  ทะเบียน

นายจิรวัฒน์  ศรีวิเชียร 
วุฒิการศึกษา
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต(การตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งงาน  สำนักพิมพ์


ฝ่ายกฎหมาย

นายธนวรรธ กล้าปราบศึก  
วุฒิการศึกษา
นิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน  ทนายความ

นางสาวกนกพร ดีขยัน  
วุฒิการศึกษา
นิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน  ทนายความ

นางสาวกัลยา ดีขยัน
วุฒิการศึกษา
นิติศาตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ตำแหน่งงาน  ผู้ช่วยทนายความ

Disqus Shortname

Comments system